เมื่อเรามีความคิดที่จะเริ่มพัฒนาตัวเอง และชัดเจนกับตัวเองแล้วว่า เราอยากจะเริ่มพัฒนาตัวเองยังไง ลักษณะไหน เราก็เริ่มหาแนวทาง หาสื่อ พูดคุยกับคนที่เขาทำมาก่อน จนมาเจอกับหนังสือ The Miracle Morning (TMM) เขียนโดย Hal Elrod เป็นหนังสือที่เคลมว่า “The 6 habits that will transform your life before 8 am.” – กิจวัตร 6 อย่างที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณก่อน 8 โมงเช้า หลังจากลองดูแนวคิด ดูสรุปของหนังสือใน YouTube และในบางเวบแล้ว เราก็ได้ตัดสินใจว่า เราจะเริ่มจากตรงนี้แหละ แล้วก็ซื้อหนังสือ เราเริ่มอ่านหนังสือและเริ่มทำไปพร้อมกันนะคะ คือเริ่มทำจากการดูจากสรุปที่มีคนอัพไว้มากมาย และดูตัวอย่างของคนอื่นใน YouTube แล้วก็ค่อยๆ ปรับ เก็บรายละเอียดจากหนังสือเพิ่ม จนได้ The Life S.A.V.E.R.S เวอร์ชั่นของเราเอง และทำต่อเนื่องมาได้ 1 เดือนแล้ว เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นพัฒนาการของตัวเอง ซึ่งถือว่าค่อนข้างดีเลย เลยอยากจะมาเล่าถึงแนวคิด ทางปฏิบัติจากหนังสือเล่มนี้ให้ฟังกันค่ะ (สำหรับคนที่สงสัยว่า S.A.V.E.R.S คืออะไร เดี๋ยวจะมีพูดถึงอยู่นะคะ)

ใครไม่ถนัดภาษาอังกฤษ หนังสือเล่มนี้มีแปลเป็นไทยนะคะ ชื่อ Miracle Morning ทุกสิ่งในชีวิตจะดีขึ้น เมื่อตื่นเช้า แปลโดยคุณเสรี อู่ธาราสวัสดิ์ สำนักพิมพ์ BeeMedia

หนังสือ TMM เนี่ย คุณ Hal เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ส่วนตัว เขาได้คิด และทำ The Life S.A.V.E.R.S ตอนที่ชีวิตเขาตกต่ำสุดขีด อ้อ! คุณ Hal เนี่ย เขาเคยผ่านประสบการณ์แบบเฉียดตายมาแล้วด้วยนะคะ จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่ก็ผ่านมาได้ และก่อนที่จะตกต่ำ ก็เคยประสบความสำเร็จแบบสูงสุดในอาชีพเซลล์ จนออกมาทำธุรกิจเป็นโค้ช เป็นที่ปรึกษาให้นักธุรกิจ ก็รุ่งเรืองดี เป็นนักพูด นักบรรยาย ก็ประสบความสำเร็จ จนมาถึงยุคฟองสบู่แตก ลูกค้าแทบจะไม่มี และคุณ Hal เพิ่งจะซื้อบ้าน เป็นหนี้ธนาคารอยู่มากโข เขาเริ่มเครียด เริ่มไม่อยากลุกจากที่นอน ไม่รู้จะไปพูดกับใคร รวมถึงไม่อยากจะพูดเองด้วย เนื่องจากกลัวว่าจะรบกวน หรือสร้างความเป็นกังวล ความเครียดให้คนคนอื่นเพิ่ม เพราะทุกคนในขณะนั้น ต่างก็มีปัญหาของตัวเองมากอยู่แล้ว

จนวันหนึ่งเขาไม่ไหวจริง ๆ เลยไปคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนแนะนำให้ไปวิ่ง บอกว่าการวิ่งจะช่วยเคลียร์หัวให้โล่ง แล้วค่อย ๆ คิดหาทางออกต่อไป ตอนแรกคุณ Hal ก็ไม่ได้ทำนะคะ จนวันหนึ่ง เขาคิดว่าถึงจุดที่เขาต้องลุกแล้ว เขาก็ลุกขึ้นมาแล้ววิ่ง โดยที่ไม่มีรองเท้าที่เหมาะสมกับการวิ่งด้วยซ้ำ เขาใส่รองเท้าบาสวิ่งค่ะ พอเขาออกไปวิ่งก็คิดนั่นคิดนี่ได้ หัวโล่ง ได้เคลียร์ความคิดต่างๆ พอกลับมาบ้านมาเจอ vision board ที่ทำไว้ แต่ไม่เคยสนใจดู แต่วันนี้เขาหยุดดู แล้วเขาก็เริ่มมีความคิด มีไอเดียให้กับตัวเอง เริ่มปรับนู่นนี่นั่น จนได้ The Life S.A.V.E.R.S ที่เขาทำมันทุกเช้า ให้ทุกๆ เช้าเป็น TMM และสิ่งที่เขาทำในทุกเช้านี้ ส่งผลให้การดำเนินชีวิตของเขาแต่ละวันมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการที่เขาจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ในแต่ละวันได้ดีขึ้น ใช้ชีวิตเป็นระบบระเบียบมากขึ้น ความคิดพัฒนามากขึ้น ทำให้เขากลับมาอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จอีกครั้ง

รู้จักกับคุณ Hal เจ้าของทฤษฎี และคนเขียนหนังสือเล่มนี้กันแล้ว ก็มาทำความรู้จักกับ The Life S.A.V.E.R.S สิ่งที่ได้เปลี่ยนชีวิตเขา และใครอีกหลายคนกันค่ะ

S.A.V.E.R.S เป็น 6 สิ่งที่คุณ Hal ทำในตอนเช้า เป็นการเริ่มต้นวันหลังจากตื่นนอน นั่นก็คือ

S – Silence ความเงียบ –

ในที่นี่หมายถึง การที่ให้เราใช้เวลาอยู่กับตัวเองเงียบ ๆ คุณ Hal ได้ยกตัวอย่างสิ่งที่เขาชอบทำ เช่น นั่งสมาธิ สวดมนต์ คิดทบทวนการการกระทำ หรือความคิดของเรา หายใจนิ่ง ๆ เฉย ๆ ก็ได้ เราจะทำอย่างเดียวไปยาว ๆ หรือจะสลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวันก็ได้ จุดประสงค์หลัก ๆ คือการที่เราจะได้ฟังความคิดตัวเองบ้าง ได้อยู่นิ่ง ๆ สงบ ๆ บ้างในวันที่โลกหมุนเร็วเหลือเกิน

A – Affirmations การยืนยัน, การประกาศ, การปฏิญาณตน –

Affirmations เนี่ย หลัก ๆ คือ การพูดดี ๆ กับตัวเอง ปฏิญาณตนในสิ่งที่เราตั้งใจจะทำ พูดแบบเปล่งเสียงนะคะ ถ้าเราเคยดูคลิป หรือเคยอ่านอะไรพวกนี้ อาจจะเคยเห็นการที่เขาให้คนพูดอะไรที่เป็นบวก หรือพูดในสิ่งที่เราอยากได้ซ้ำ ๆ กับตัวเอง เช่น ฉันมีสุขภาพดี (ถึงแม้ว่าจะป่วยอยู่ก็ตาม) หรือฉันมีความสามารถ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ฉันทำได้ อะไรก็ว่าไป แต่สำหรับคุณ Hal เนี่ย เขาจะไม่เน้นแค่พูดถึงผลลัพธ์ แต่เวลาพูดใส่ในสิ่งที่ตัวเองต้องทำ หรือควรทำลงไปด้วย พร้อมรายละเอียด เช่น แทนที่จะพูดว่าฉันสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเฉย ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนเป็น ฉันฝึกภาษาอังกฤษทุกวัน วันละอย่างน้อย 30 นาที โดยการดูข่าว ดูศัพท์ อ่านหนังสือ หรืออะไรก็ว่าไป กำหนดระยะเวลาลงไปด้วยก็ได้ แล้วพูดกับตัวเองดัง ๆ อ่านซ้ำ ๆ

ใครจะเลือกใช้ทฤษฎีไหน ทำยังไง ก็แล้วแต่เราสะดวกเลยค่ะ แต่ไม่ว่าจะพูดยังไงตัวรูปประโยคที่ใช้ต้องมีประธานเป็น ฉัน และเป็นประโยคที่เป็นปัจจุบัน คือเหมือนกับว่าเราเป็นอย่างที่เราอยากเป็นแล้ว หรือเรามีในสิ่งที่เราอยากได้แล้ว เช่น เราตั้งใจอยากจะออกกำลังกายสม่ำเสมอ เราควรที่จะพูดไปเลยว่า ฉันออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะออกมั่ง ไม่ออกมั่งก็ตาม เราจะไม่พูดว่า ฉันตั้งใจจะออกกำลังกาย… คือตัดคำจำพวก จะ, ตั้งใจจะ, ตั้งใจว่า ออกไปเลย

V – Visualization – การคิด จินตนาการให้เห็นภาพในหัว –

อันนี้ก็ตรงตัวเลยนะคะ คือคิดให้เห็นภาพ สิ่งที่เราอยากได้ อยากเป็น บางคนอาจจะคิดไปถึงผลลัพธ์เลย แต่สำหรับคุณ Hal นั้น จะคิดถึงกระบวนการไปด้วย เช่น เราอยากจะเขียนหนังสือสักเล่ม แทนที่จะจินตนาการแค่ว่า เรามีหนังสือเป็นของตัวเอง เป็นหนังสือขายดี ก็ให้จินตนาการตั้งแต่เริ่มต้นเลย เรานั่งบนโต๊ะ เขียน/พิมพ์หนังสือ เมื่อหนังสือเสร็จแล้ว มีคนอ่าน มี feedback ดี ๆ จากคนอ่าน หนังสือเราเป็นหนังสือขายดี ประมาณนี้นะคะ หรือใครจะใช้ Vision Board เป็นตัวช่วยด้วยก็ได้ คือทำบอร์ดติดรูปภาพสิ่งที่เราอยากได้ แล้วมองจนเราจินตนาการได้เลยค่ะ

E – Exercise การออกกำลังกาย –

อันนี้ไม่ต้องอธิบายอะไรมากนะคะ คือออกกำลังกายตรงตัวเลย

R – Reading – การอ่าน –

ช่วงทำ TMM นี้ คุณ Hal แนะนำให้อ่านหนังสือประเภทพัฒนาตัวเอง อาจจะรวมไปถึงหนังสือประเภทที่จะเป็นประโยชน์กับงาน กับสิ่งที่เราทำอยู่ หรือสิ่งที่เราอยากทำ อ่านให้ได้ข้อคิด และนำมาปรับใช้กับตัวเอง เพราะคุณ Hal เชื่อว่าหนังสือที่เราอ่าน จะมีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตของเรา

S – Scribing – การเขียน –

คุณ Hal บอกว่า scribing ก็คือ writing นั่นแหละค่ะ แต่ถ้าใช้ writing ก็จะไม่ได้คำว่า S.A.V.E.R.S อย่างที่คุณ Hal อยากให้เป็น คุณ Hal เลยพึ่งพจนานุกรมของคำที่มีความหมายเหมือนกัน และได้ scribing มาแทน writing

ทีนี้เรากลับมาเข้าเรื่องของเราต่อ การเขียนเนี่ย คุณ Hal ไม่ได้เฉพาะเจาะจงนะคะ ว่าเราจะเขียนในรูปแบบไหน จะใช้กระดาษ ปากกา คอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออะไรก็แล้วแต่เรา แล้วเราจะเขียนอะไรก็ได้ จะเป็นบันทึก Journal บทความ เขียนความคิดของเราออกมา หรือแม้กระทั่งจะเขียนหนังสือเลยก็ได้ ถ้าเราอยากเขียน เขียนไปเถอะ

การเขียนจะช่วยให้เราได้ลำดับความคิด ได้กลั่นกรองความคิด ช่วยให้ความคิดของเราเป็นระบบระเบียบมากขึ้น แล้วมันก็จะส่งผลไปถึงการใช้ชีวิตของเรา ที่จะมีแบบแผนมากขึ้น ถ้าเรากลับมาทบทวน มาอ่านสิ่งที่เราเขียนไว้ ก็อาจจะเจอไอเดียใหม่ ๆ ได้ หรือบางอย่างที่เราลืมไปแล้ว กลับมาอ่านอีกรอบ อาจจะเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาบางอย่างในปัจจุบันของเราก็ได้

ทีนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วเราต้องทำเรียงลำดับตาม S.A.V.E.R.S นี้เลยไหม ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ เราต้องออกจากบ้านแต่เช้านะ ทุกวันนี้ก็แทบจะไม่มีเวลาอยู่แล้ว หรืออาจจะมีข้ออ้าง เงื่อนไขอื่น ๆ อีกมากมาย

คำตอบคือ ไม่มีคำตอบที่ตายตัวค่ะ ไม่ได้มีสูตรว่า ต้องทำอะไรก่อนหลัง ไม่ได้จำกัดว่าต้องทำอะไรกี่นาที คุณสามารถปรับให้เข้ากับชีวิตประจำวันของคุณได้เลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องทำตอนเช้าด้วยซ้ำ คุณสะดวกเวลาไหน สะดวกยังไง ออกแบบเองได้เลยค่ะ

เช่น บางคนอาจจะทำ 5 อย่างรวมกัน โดยใช้เวลาเฉลี่ยครึ่งชั่วโมง แล้วออกกำลังกายครึ่งชั่วโมง แลัวอาบน้ำไปทำงาน บางคนเฉลี่ยไปเลย อย่างละ 5-10 นาที บางคนอาจจะออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว ช่วงทำ The Life S.A.V.E.R.S ก็อาจจะแค่ยืดเส้นยืดสายนิดหน่อย แล้วถ้าเรายุ่ง ไม่มีเวลาจริง ๆ เราก็สามารถที่จะทำทุกอย่าง อย่างละ 1 นาทีก็ยังได้ เราก็จะใช้เวลาแค่ 6 นาที คุณ Hal บอกว่าต้องลองทำ และค่อย ๆ ปรับให้เข้ากับกิจวัตร หรือการดำเนินชีวิตของเรา ลองทำต่อเนื่อง 30 วัน แล้วลองสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวเองดูค่ะ

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า ส่วนตัวเราลองทำมาสักพักแล้ว เราว่าดีนะคะ แล้วเราจะเขียนแชร์ประสบการณ์อีกทีค่ะ ส่วนใครที่กำลังเริ่มสนใจด้านการพัฒนาตัวเอง เราว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะเลยนะคะ เป็นตัวช่วยที่ดีเลย สำหรับก้าวแรกในการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ยังไงถ้าอ่านแล้วก็มาคุยกันได้นะคะ