ย้อนแย้งเป็นคำคำหนึ่งที่เราชอบนะ มันมีความหมายที่สื่อออกมาชัดเจนในตัวเอง เป็นคำที่ทุกคนน่าจะเข้าใจตรงกัน ว่าหมายความว่ายังไง รู้ความหมาย ถึงแม้ว่า คำคำนี้จะยังไม่ได้บรรจุลงในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน นั่นหมายความว่า คำคำนี้ยังไม่มีการระบุความหมายออกมาเป็นทางการ ชอบตรงนี้แหละ เข้าใจตรงกัน ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถอธิบายความหมายของมันออกมาได้ก็ตาม

พูดถึงความย้อนแย้งแล้ว เราคิดว่าทุกคน น่าจะมีความย้อนแย้งอยู่ในตัวเองนะคะ อาจจะมากน้อยไม่เท่ากัน ทั้งรู้ตัว ไม่รู้ตัว หรืออาจจะรู้ตัวแต่ไม่อยากยอมรับ ลองสังเกตดูตัวเองนะคะ แล้วจะรู้ว่าเราหมายความว่ายังไง

ตัวเราเองนั้น สังเกตเห็นความย้อนแย้งในตัวเองตั้งแต่เด็ก แล้วก็ไม่เข้าใจตัวเอง แต่ก็ไม่เคยคิดนะ ว่าทำไม เช่น เราชอบกินแกงเขียวหวาน แต่ไม่ชอบมะเขือในแกงเขียวหวาน ไม่ได้ไม่ชอบมะเขือนะ เพราะยำมะเขือเผาก็กินได้ อร่อยดี แต่ก็ไม่ได้สนใจจะหาคำตอบให้ตัวเองนะ ว่าทำไม ก็แค่เขี่ยมะเขือออก ถ้ากินที่บ้าน ถ้ากินข้างนอก ต้องกินมะเขือด้วย แม่บังคับ ทุกวันนี้ทำกินเองก็ไม่ใส่มะเขือ หรือไม่ชอบรสขม แต่ชอบกินกาแฟไม่ใส่น้ำตาล แล้วกอีกหลายเรื่องๆ แต่เราก็คิดว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต ไม่จำเป็นต้องรู้เหตุผลหรอก ก็ปล่อยๆ ไป ไม่ได้สนใจอะไรมาก

แต่ว่าเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ เราได้รู้สึกว่า เราหาคำตอบของชีวิตเจอ ในความย้อนแย้งอย่างหนึ่งในชีวิตเรานี่แหละค่ะ ทำให้เรารู้สึกว่า เออ! จริงๆ แล้วอะ คำตอบของชีวิตของเรา มันก็อาจจะซ่อนอยู่ในความย้อนแย้งของตัวเราเองนี่แหละ เพียงแต่เราไม่ได้มองมัน เพราะความย้อนแย้งที่ยุ่งเหยิง ทำให้เราอาจจะมองผ่าน มองข้ามอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในนั้นได้

เช่น ตัวเราเองนี่แหละค่ะ เราเคยคิดมาตลอดชีวิตว่า เราไม่อยากเป็นครู หรืออาจารย์ หรืออะไรก็ตามในสายนี้ แต่การสอน เป็นอะไรที่เราทำได้ดี ทำได้เองด้วย คือไม่ต้องมีคนไกด์ ไม่ต้องมีหนังสือบอกว่าสอนยังไง แล้วยังมีไอเดียทำสื่อตลอดเวลาอีก

ตอนแรกๆ คือสอน แบบไม่ได้ตั้งใจจะสอน เริ่มจากมีคนถามในสิ่งที่เราเข้าใจ แล้วเราอธิบายได้ หลายๆ ครั้ง มีคนบอกว่า เราน่าจะเป็นครูนะ เราสอนได้ เราเข้าใจเด็ก โอเค! เราชอบเล่นกับเด็ก ชอบคุยกับเด็ก ชอบศึกษาพฤติกรรมของเด็ก เคยคิดว่าอยากทำงานกับเด็กด้วยซ้ำ แต่พอเคยได้ฝึกงาน ก็พอว่า เราไม่ได้อยากทำงานนั้นจริงๆ เห็นไหมคะ ย้อนแย้งอีกละ

กลับมาเรื่องสอน จริงๆ พอสอนแล้วก็สนุกนะ แต่เราเคยมองข้ามงานสอนมาตลอดชีวิต ทีนี้เราเลยจับความย้อนแย้งอันนี้ในตัวเรามาพิจารณาจริงจัง ทำให้เรารู้ว่า เราชอบสอน แต่เราไม่ชอบระบบงานครูในโรงเรียน เราโตมากับครอบครัวครูหลายรุ่น ทำให้เราเห็นอะไรหลายๆ อย่าง ที่เราไม่ชอบ นั่นเป็นความคิดแรกที่ว่า เราไม่อยากเป็นครู เราไม่อยากสอน และคิดว่าตัวเราเองไม่เหมาะกับอาชีพนี้

แต่พอได้เป็นติวเตอร์โดยบังเอิญ ก็สนุกนะ ชอบ แล้วก็ทำมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่เข้าใจตัวเอง ว่าจะทำทำไม ทั้งๆ ที่คิดว่าเราสอนไม่ได้หรอก งานนี้ไม่เหมาะกับเราหรอกอยู่ตลอดเวลา แน่ล่ะ ว่าเราไม่ได้เป็นติวเตอร์ที่สอนรู้เรื่องสำหรับทุกคน อันนี้เราเข้าใจ เพราะเราก็ไม่ได้เรียนกับครูทุกคนแล้วรู้เรื่อง ถ้าสไตล์การเรียนของคนเรียน เข้ากันกับสไตล์การสอนของเราไม่ได้ ก็ผ่านไม่ ไม่ได้นอยด์ ไม่ได้อะไร

จนมาอยู่เยอรมนี และเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสเรียนวิชาที่เกี่ยวกับการสอนโดยตรง (ถึงแม้จะเน้นการสอนภาษา แต่ก็มีทฤษฎีการสอนทั่วไปด้วย) มันทำให้เรายิ่งอยากหาคำตอบให้ตัวเอง เพราะเราไม่รู้สึกชอบวิชานี้เลย ตอนไปฝึกสอนก็ไม่ชอบ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความสุขกับการเป็นติวเตอร์ งงกับตัวเองมาก ตกลงชอบสอนหรือไม่ชอบ

เลยมานั่งพูดคุยกับตัวเองอย่างจริงจัง พอพิจารณาจากอะไรหลายๆ อย่างแล้ว ทำให้เรารู้ว่า จริงๆ แล้วอะ คำตอบที่เราตามหามาตลอด มันอยู่ในความย้อนแย้งนี่แหละ

เราชอบสอน แต่เราไม่ชอบสอนแบบยืนหน้าห้อง เราอยากคุยเล่นกับคนที่เราสอน แต่ถ้าเราเป็นครูหรืออาจารย์ในระบบ เราต้องวางตัวดีในระดับหนึ่ง ไม่ควรสนิทสนมกับนักเรียนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป แต่พอเราเป็นติวเตอร์ เราไม่ต้องระวังตรงนี้ ซึ่งน้องที่เรียนกับเรา ก็จะมีทั้งสนิทจริงจังถึงขั้นเมาท์มอยกับคุณแม่ หรือคนในครอบครัวน้องคนอื่นได้ คือมีกิจกรรมนอกรอบด้วยกัน จนเลิกเรียนกับเราแล้ว ก็ยังติดต่อพูดคุยกันอยู่ หรือมีทั้งน้องที่แค่เรียนอย่างเดียว ถึงเวลาก็แยกย้าย

เราไม่ได้อยากได้ตำแหน่ง ไม่ได้อยากทำอะไรที่มากกว่าไปกว่าสื่อการสอน หรือการสอน ทำให้เราไม่อยากทำงานในระบบ ไม่ได้อยากมีกิจกรรมกีฬาสี ลูกเสือ เนตรนารี นั่น นี่ โน่น เราไม่อยากทำแผนการสอนแบบเป็นทางการส่ง คือจริงๆ เราก็มีคิดก่อนแหละค่ะ ว่าจะใช้สื่อแบบไหน สอนใคร มีแนวทางคร่าวๆ และพร้อมจะปรับเปลี่ยนตลอดเวลา แค่ไม่อยากทำแบบที่เรียนมา

ถ้าเราเป็นครูในระบบ เราเลือกนักเรียนเองไม่ได้ นักเรียนก็เลือกเราไม่ได้ แต่พอเป็นติวเตอร์เราสามารถเลือกคนที่คลิ้กกันได้ แฟร์ทั้งสองฝ่าย ถ้าคนที่ลองเรียนกับเราแล้วไม่ชอบ ก็ไม่ต้องเรียนต่อ ถ้าไม่โอเค ก็แยกย้าย ไม่โกรธ ไม่เกลียดกัน มันก็แค่เรื่องของเคมีการเรียนการสอนไม่เข้ากัน

และที่สำคัญที่สุด เราขี้เกียจแต่งหน้า แต่งตัวสุภาพ(และเป็นทางการ)

หลังจากที่เวิ่นเว้อ คิดวิเคราะห์อยู่หลายวัน ในที่สุดเราก็หาคำตอบให้กับตัวเองได้ เราเป็นติวเตอร์ได้ และมีความสุขกับสิ่งที่ทำด้วย และเราจะไม่ลืม ว่าเราเริ่มต้นการเป็นติวเตอร์เพราะอะไร และจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ไม่ว่าจะเป็นการสอนด้านวิชาการ หรือการเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านอื่นให้น้องๆ ด้วย

หลายคนอาจจะคิดว่า บางคนเขาก็ไม่มีทางเลือกไง เราเข้าใจค่ะ แต่เราพูดถึงในกรณีที่มีทางเลือกไงคะ ถ้าเราไม่มีทางเลือก เราก็คงต้องทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำก่อนเหมือนกันค่ะ แต่ตอนนี้ เราอยู่ในสถานะที่เลือกได้ ก็ขอเลือกตามใจตัวเอง ทำในสิ่งที่อยากทำก่อนก็แล้วกันนะคะ ถึงแม้ว่าอาชีพที่เราเลือกแล้ว ณ ตอนนี้ จะไม่ได้ทำให้รวย เหลือกินเหลือใช้ บินบิสิเนสคลาสได้ทุกครั้งที่เดินทาง แต่มันก็ยังพอให้เรายังชีพได้ มีเหลือพอที่ออกเดินทางไปดูโลกได้บ้าง ได้มีเวลาทำงานอดิเรก ซึ่งก็พอแล้ว สำหรับเราในตอนนี้ วันข้างหน้าจะเป็นยังไง ไว้ค่อยว่ากันใหม่

และจากการที่เราค้นพบคำตอบให้ชีวิตเราในความย้อนแย้งอย่างหนึ่งแล้ว มันก็อยากทำให้เราหันกลับไปมองความย้อนแย้งอื่นๆ ในตัวเรา อยากจะหาเหตุผลให้ตัวเอง ว่าทำไม เพราะอะไร ถึงเป็นแบบนั้น อาจจะทำให้เจอตัวเองในแง่มุมอื่นที่เราไม่คิด ว่าจะมีอยู่ในตัวเราก็ได้ หรืออาจจะค้นพบอะไรบางอย่าง ที่เราอาจจะเอามาต่อยอดทำอะไรในอนาคตข้างหน้าต่อไปก็ได้ ใครจะรู้