เคยมีบางคนบอกกับเราว่า อยากจะใช้ชีวิตแบบเราจัง ดูสบายและอิสระ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่รู้ว่าประชดหรือเปล่านะ แต่เราก็ไม่ได้เก็บเอามาคิดต่อนะ มันเป็นสิทธิ์ของคนพูด ที่เขาจะคิดและพูดแบบนั้น และคำพูดนั้น มันก็ไม่ได้ทำให้เราเสียหายอะไร แต่เพราะคำพูดประโยคนั้น ทำให้เราหันกลับมามองตัวเอง ว่าเราใช้ชีวิตยังไง ทำไมคนอื่นมองชีวิตเราแบบนั้น

และเราก็ได้ค้นพบว่า เราก็ไม่ได้สบายแบบชีวิตร่ำรวย มีทรัพย์สินเงินทองอะไรมากมาย ขึ้นเครื่องบินก็ยังนั่งชั้นประหยัดอยู่ เวลาไปเที่ยวก็ไม่ได้พักโรงแรมหรู แต่ถ้านับเอาความสบายใจในชีวิต เราถือว่าเรามีมากพอสมควรนะคะ มากพอที่จะไม่ค่อยทุกข์ร้อนกับอะไรมากนัก แต่เราก็เป็นคนธรรมดานะคะ มีความรู้สึกเหมือนคนอื่น รัก โลภ โกรธ หลง เสียใจ ดีใจ เพียงแต่ว่าเป็นคนที่จัดการกับความรู้สึกตัวเองได้เร็ว คือไม่ยึดติดกับอารมณ์ชั่วขณะเหล่านี้ สามารถที่จะกลับมาอยู่ในโลกส่วนตัวอันแสนสบายของตัวเองได้เร็วมาก และเป็นคนยอมรับและปรับตัวกับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ค่อนข้างเร็ว ซึ่งนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ดูเหมือนว่า ชีวิตเราสบาย ดูไม่ค่อยมีเรื่องทุกข์ร้อน

พอมาดูถึงคำว่าอิสระ อยากทำอะไรก็ได้ทำ เราไม่รู้นะคะ ว่าทุกสิ่งที่เราทำอยู่ มันขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิต ความโชคดี หรือมันเป็นเพราะเราเอง สำหรับเราแล้ว เรามองว่ามันเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง และเราอยากจะทำมันเอง และเราเชื่อว่าเราสามารถจัดการชีวิตของเราได้เอง สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นพลังบวกให้เรา ทำให้เราสามารถที่จะทำทุกสิ่งที่อยากทำได้ ทำหลายอย่างพร้อมกันได้ มีหน้าที่มีบทบาทมากกว่าหนึ่งอย่างได้

สำหรับหน้าที่หลักของเราคือ การเป็นแม่บ้าน อาจจะโชคดีหน่อย ตรงที่ไม่มีลูก เลยทำให้เราสามารถใช้เวลาดูแลบ้าน ทำงานบ้าน ดูแลสามีได้เต็มที่ เราทำทั้งหมดเองนะคะ สามีไม่ได้บังคับ แต่ก็ไม่ได้เพอร์เฟ็คอะไรตลอดเวลา ดองผ้ารีดบ้าง บางทีก็ทำอะไรง่ายๆ กินกัน ไม่ได้จัดเต็มอะไร หรือบางทีก็ให้สามีทำให้กินบ้าง ตอนนี้ย้ายที่อยู่ ทำให้ใช้เวลาในการทำความสะอาดบ้านนานขึ้น เลยคิดๆ กันอยู่ว่า อาจจะจ้างแม่บ้านสักสองอาทิตย์ครั้ง มาผ่อนแรง แต่ก็ยังไม่แน่นอน

หน้าที่ต่อมาคือการเป็นนักศึกษา เนื่องจากเป็นความตั้งใจของเรา เพราะเราอยากเรียนให้จบ แต่ในเมื่อชีวิตมันหักเหได้มาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก่อนที่จะถึงจุดหมายในไทย ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่เราตั้งใจไว้แล้ว เราก็อยากจะทำมันให้สำเร็จ การแต่งงาน และย้ายมาอย่าต่างประเทศ สำหรับเราแล้ว มันไม่ใช่เหตุผลในการที่จะหยุดเรียน หรือหยุดทำตามความฝันของตัวเอง แน่นอนว่า การเข้าเรียนในวัยสามสิบ และยังมีหน้าที่แม่บ้านพ่วงมาด้วย มันก็จะไปได้ช้ากว่าคนที่ไม่มีภาระอะไร เราเองก็เข้าใจตรงนี้ ไม่ได้เอาตัวเองไปเปรียบกับใคร ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และจุดหมายที่เราหวังไว้นั้นใกล้มาถึงแล้ว ซึ่งถ้าจบ ก็อยากต่อโทต่อไปเลย (ถ้าได้ใบตอบรับเข้าเรียนต่อนะคะ ถ้าไม่ได้ก็อาจจะมองหาที่เรียนใหม่ หรือไม่ก็หยุดแค่ตรี แล้วมาโฟกัสกับงานสอนพิเศษแทน)

ต่อมาก็ชีวิตการทำงาน ที่ผ่านมาส่วนมากเราจะทำหน้าที่เป็นจ๊อบๆ ไป แต่ตอนนี้เริ่มมีงานที่ทำสม่ำเสมออยู่ ไม่ได้ใช้เวลาเยอะอะไร แต่เราแบ่งเวลาเองได้ คือมีสอนพิเศษ มีติวภาษาเยอรมันผ่านสไกป์ (แอบโฆษณานิดหนึ่ง – ใครสนใจถามรายละเอียดได้นะคะ ตอนนี้ยังไม่เข้าที่เข้าทางเท่าไหร่ แต่ก็พอมีคนเรียนบ้างแล้ว สามารถลองเรียนได้ฟรีหนึ่งชั่วโมงนะคะ)

หน้าที่หลักๆ ตอนนี้ก็มีสามหน้าที่ข้างบนนั้น แต่เราก็ยังมีเวลาใช้ชีวิตของเราเอง ทำยูทูปเป็นงานอดิเรก มีเวลาพบปะเพื่อนฝูง มีเวลาอ่านนิยาย นั่งสมาธิ ออกกำลังกาย เล่นเกมส์(บ้าง) เขียนนิยาย ทำบล็อก และกำลังมีโปรเจ็คทำชีทขายด้วย คือเราทำเพื่อติวน้องๆ ที่เรียนกับเราอยู่แล้ว เลยคิดว่าถ้าเอามาปรับปรุงเพิ่มเติม ขายในราคาที่รับได้ ก็จะเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า และเป็นรายได้เสริมอีกด้วย ถ้าขายไม่ได้ เราก็ได้ใช้กับคอร์สเรียนเราอยู่ดี เลยคิดว่าไม่น่าจะเสียหายอะไรถ้าจะลองดู

พอมานั่งลิสต์ดูว่า เราทำอะไรบ้าง มันก็ดูเยอะเหมือนกันนะ แต่อย่างที่เราบอกนะคะ เราว่าถ้าเรารักในสิ่งที่เราทำ ถ้าเราอยากทำอะไร เราว่าคนเราสามารถจัดการเวลาของตัวเองได้นะคะ ลองถอยออกมาดูนะคะ ว่าวันหนึ่งๆ เราทำอะไรบ้าง อะไรจำเป็นไม่จำเป็น เราอยากทำอะไรเพิ่มเติม ลองจัดสรรเวลากันดูนะคะ เราเชื่อว่าการแบ่งเวลาให้เป็น เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ชีวิตของเรา เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น