การสอบใบขับขี่ภาคปฏิบัติในเยอรมนี ไม่เหมือนที่ไทยนะคะ (ที่ไทยเราไม่เคยสอบนะคะ แต่ถามคนเคยสอบมา) การสอบภาคปฏิบัติที่นี่ คือการขับรถบนถนนจริง เจอสถานการณ์จริงๆ ค่ะ สอบจอดบนถนน บนที่จอดรถจริงๆ โดยจะมีผู้คุมสอบนั่งรถไปด้วย ใช้เวลาประมาณ 45 นาที อาจจะบวกลบห้านาที แล้วแต่สถานการณ์ เช่น อาจจะมีอุบัติเหตุทำให้รถติดนานเกินไป ถ้าไม่สามารถเลี่ยงออกมาได้ อาจจะใช้เวลามากกว่าสี่สิบห้านาที หรือถ้าออกมาแล้ว สภาพอากาศแบบแย่มาก ก็อาจจะต้องยกเลิกการสอบ แล้วเลื่อนไปสอบวันอื่นแทน (อันนี้อาจารย์สอนเราบอกนะคะ ประมาณว่าให้เตรียมใจไว้ เผื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น แต่โชคดีวันสอบทั้งสามครั้ง ไม่มีอะไรที่ทำให้ต้องเลื่อนสอบเลย)

เราต้องสอบขับถึงสามครั้ง ถึงได้ใบขับขี่มา ถามว่าอายไหม ตอบว่าไม่ (แต่แอบเสียดายเงินอยู่นะ) ที่ไม่อายเพราะมันไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรที่ต้องสอบขับหลายครั้ง เราไม่ใช่คนแรก และคิดว่าไม่น่าจะใช่คนสุดท้ายด้วย อาจารย์สอนขับรถบอกมาอย่างนี้นะคะ ถามว่าคนสอบขับครั้งเดียวผ่านเลยมีไหม ตอบว่ามีค่ะ มากด้วย แต่ว่าจำนวนคนสอบครั้งเดียวผ่าน กับต้องสอบสองสามครั้ง มันไม่ได้เหลื่อมล้ำกันมากจนเป็นเรื่องแปลก ถ้าจะสอบไม่ผ่านในครั้งแรก อาจารย์บอกว่า คนที่ต้องสอบสี่ห้าครั้งยังมีเลย เพราะฉะนั้นใครที่สอบไม่ผ่านในครั้งแรก เหมือนกับเรา ไม่ต้องท้อ หรือเสียใจนะคะ เรามีโอกาสแก้ตัวเสมอ

เดี๋ยวจะเล่าเป็นบันทึก ย้อนเหตุการณ์ในการสอบขับทั้งสามครั้งให้ฟังนะคะ ว่าเป็นยังไง และตกเพราะสาเหตุอะไร คือเราสอบขับตกเนี่ย เหตุผลค่อนข้างชัดเจนค่ะ และเราเองก็ต้องยอมรับผิดในส่วนนั้น ถ้าใครตก แล้วไม่รู้ว่าตัวเองพลาดตรงไหน เราสามารถถามคนคุมสอบ หรืออาจารย์สอนขับรถได้ทันทีเลยนะคะ อย่าปล่อยให้ตัวเอเงสงสัย เพราะมันอาจจะเป็นประโยชน์ในการสอบครั้งต่อไปของเราเอง

การสอบขับครั้งแรกของเรา เป็นการสอบที่ไม่น่าจะตก (อันนี้อาจารย์พูดนะคะ เราไม่ได้พูดเอง) คือครั้งแรกที่ตกเนี่ย ความสะเพร่าของตัวเองล้วนๆ เลยค่ะ โทษใครไม่ได้เลย คนคุมสอบไม่โหด ได้สอบในเวลาที่คุ้นเคย เวลาเดียวกับช่วงเวลาเรียนขับ ไปในเส้นทางที่คุ้นเคย แน่นอนว่าก็มีอะไรขลุกขลักบ้าง เพราะเราเองก็ยังไม่ได้คล่อง แต่พอขับได้ และพอที่ลงสอบได้แล้ว

จุดสตาร์ท เริ่มที่ลานจอดรถของร้านแห่งหนึ่ง (เห็นไหมคะ ว่าสถานการณ์จริง เพราะ เป็นลานจอดรถจริง มีคนที่มาซื้อของ เข้าๆ ออกๆ ตลอดเวลา) พอเข้าไปนั่งในรถ คนคุณสอบก็แนะนำตัว และสั่งให้เราออกรถ คนคุมสอบท่าทางใจดี คุยเล่นกับอาจารย์สอนขับรถของเรา ทำให้บรรยายกาศผ่อนคลาย ไม่เครียด เราก็ขับไปตามที่เขาบอก มีรถดับตรงไฟแดงครั้งหนึ่ง แต่ก้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ (อาจารย์เราบอกว่าเรื่องปกติ มันขึ้นอยู่กับว่า ถ้าดับแล้ว เราแก้ปัญหายังไง) ขับขึ้น  Autobahn, Landstraße สอบจอด การสอบจอดเนี่ย ก็สอบตามข้างทางจริง ลานจอดรถจริง ตอนฝึกก็จะมีทั้งจอดข้างรถคันเดียว จอดระหว่างรถสองคัน จอดเทียบฟุตบาท เราได้สอบสองท่า คือจอดเทียบฟุตบาท กับจอดระหว่างรถสองคัน ก็ผ่านมาได้ด้วยดี คือไม่ได้ดีมาก ไม่ได้เพอร์เฟ็ค แต่ก็ดีพอที่จะผ่านได้ ขับจนเกือบจะครบเวลา ณ ตอนนั้นเราผ่อนคลายมากแล้ว คิดว่าไม่น่าพลาด แต่ว่า ก็พลาดจนได้ ในเวลาที่เกือบจะหมดการสอบแล้ว อย่างที่เราได้เกริ่นไปแล้ว ว่าเป็นการสอบที่ไม่น่าจะตก แต่ก็นะ เวลายังไม่หมด อะไรก็เกิดขึ้นได้ เหตุการณ์นั้นคือ เราขับเร็วเกินกำหนด บนถนนเส้นหนึ่ง เจอให้จอดข้างฟุตบาท และสั่งตกตรงนั้นเลย คือตอนนั้นเหวอมาก คนคุมสอบก็พูดดีแหละค่ะ บอกว่าเราสะเพร่า ทำผิด เขาก็คงให้ผ่านไม่ได้ เราเองก็ยอมรับ คือมันเป็นเขตที่ต้องขับ 30 แต่เราขับ 50 ค่ะ ตกเลย อันนี้เราพลาด และสะเพร่าจริง คือเราขับมาจากเส้นที่ขับ 50 ไม่มองป้ายที่บอกว่าต้องขับ 30 มันเหมือนว่าเราขับตามความรู้สึกของตัวเองอะค่ะ ประมาณว่าถนนกว้าง ไม่ใช่เขตที่มีบ้านเรือนหนาแน่น เราเลยไม่ได้คิดว่ามันต้องขับช้าลง แต่มันมีป้ายค่ะ ซึ่งเรามองผ่าน และตรงงนั้นมันเป็นเขตโรงเรียน เลยต้องขับ 30 ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการขับเร็วเกินไป ก็ยอมรับเหตุผล ไม่ได้อะไรเท่าไหร่ แต่ยอมรับว่าเสียดาย เพราะสอบขับเกือบจะครบเวลาแล้ว ตอนนั้นเป็นขากลับไปลานจอดรถที่เริ่มต้น อีกไม่กี่นาทีเอง คือถ้าตรงนั้นเราไม่สะเพร่า ผ่านตรงนั้นมาอีกนิด ก็ถึงลานจอดรถ และถ้าเรามาถึงลานจอดรถ จอดเข้าซองเรียบร้อย ก็จะผ่าน แต่มันก็พลาดไปแล้ว ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องยอมรับความจริง รอสอบใหม่ ซึ่งก่อนจะถึงวันนัดสอบใหม่ ก็ลวเรียนขับเพิ่มอีกประมาณ 4-5 ครั้ง และก็ถึงวันนัดครั้งที่สอง

สอบขับครั้งที่สอง ครั้งนี้ตกตั้งแต่สิบนาทีแรก ด้วยปัจจัยหลายอย่างมาก ทั้งตัวเอง ทั้งปัจจัยรอบตัว ครั้งนี้ยอมรับว่า เครียดและเกร็ง คือเสียเงินไปเยอะแล้ว และสอบครั้งแรกนั้น สะเพร่าเกินไป ทำให้ครั้งนี้เกร็งมาก กลัวมองป้ายพลาด ปัจจัยรอบตัวก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ สำหรับการสอบตกครั้งนี้เหมือนกัน อันแรก คนคุมสอบ หน้านิ่งมาก ไม่ยิ้ม หลังจากแนะนำตัวเสร็จแล้ว ก็ไม่พูดอะไรมากนัก จ้องเราอย่างเดียวเลย (คนคุมสอบครั้งแรก ก็มองนะ แต่ทำเหมือนกับว่าไม่ได้จ้องมากนัก คุยเล่นเรื่องทั่วไปกับอาจารย์เรา ชวนเราคุยผ่อนคลายด้วย) ทำให้บรรยากาศมันตึงเครียดไปอีก ปัจจัยต่อมา ได้สอบขับในเวลาที่ไม่คุ้นเคย คือเราฝึกช่วงสายๆ ประมาณ 10-11 โมงตลอด แล้วเราอยู่เมืองเล็กๆ ช่วงนี้จะไม่ค่อยมีรถ มีคนเท่าไหร่ สบายๆ ไม่เคยเจอคนข้ามางม้าลาย บางทีขับจนครบชั่วโมง เจอรถสวนแค่สองสามคัน คือเป็นเวลาที่ขับค่อนข้างสบาย แต่ในการสอบครั้งนี้ เราได้สอบช่วงเจ็ดโมง แถมยังเป็นหน้าหนาว คือมืดมาก ทำให้เราเกร็งเข้าไปอีก โดยส่วนตัวแล้ว เราไม่ค่อยชอบความมืดด้วย แถมช่งนี้ เป็นช่วงรถเยอะ เป็นช่วงคนออกจากบ้านไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียน คือเราเกร็งและเครียดจริงๆ รถดับหลายรอบมาก จนมาถึงจุดพีค รถดับในวงเวียน และเราสติแตกไปแล้ว เพราะรถต่อท้ายเยอะมาก รถคันอื่นในวงเวียนก็ออกไม่ได้ เพราะเราขวางอยู่ เราสตาร์ทรถไม่ติด พอติดก็เข้าเกียร์ไม่ถูก จนคนคุมสอบบอกให้อาจารย์เราเป็นคนสตาร์ท แล้วเอารถออกจากวงเวียน เราแค่ประคองพวงมาลัย ออกมา จอดข้างทางในส่วนที่จอดได้ และแจ้งว่าเราสอบตกแล้ว คือเราก็รู้แล้วล่ะว่าเราตก เพราะถ้าอาจารย์มีส่วนร่วมในการบังคับรถ นั่นคือตกแล้ว

พอตกครั้งที่สอง เรามาคิดแล้วค่ะว่า จะยังไง สอบอีกครั้งไหม หรือพอแค่นี้ คุยกันกับสามี ได้ข้อสรุปว่า เราจะสอบอีกครั้ง ถ้าครั้งนี้ตก เราจะไม่เอาแล้วใบขับขี่ เสียเงินไปเยอะแล้วก็จริง แต่เราก็เครียดมากจริงๆ สามีเองก็ไม่ชอบ เพราะปกติเราเป็นคนที่เครียดกับอะไรง่ายๆ ถ้าเครียดนี่คือ ที่สุดแล้วจริงๆ ถึงจะเสียเงินไปเยอะแล้วก้จริง แต่มันก็ไม่ได้สำควัญไปกว่าสุขภาพ และจิตใจของเรา ซึ่งอาจจะเป็นเพราะคิดอย่างนี้ เลยอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราผ่านในการสอบครั้งที่สาม เพราะไม่เครียดเลย

สอบขับครั้งที่สาม อย่างที่บอกไปแล้วว่า ไม่เครียดละ คือผ่านก็ผ่าน ไม่ผ่านก็พอ จบ แค่นั้น ตอนสอบก็ไม่ได้หวังว่าจะผ่าน และไม่ได้กลัวว่าจะตก คือไปสอบแบบว่างเปล่าจริงๆ รอบนี้ได้สอบช่วงสายๆ  ช่วงฝึก สบายไปละหนึ่งอย่าง รถไม่เยอะ คนคุมสอบก็ฮามาก คุยกับอาจารย์สอนขับรถเรา จนเราเผลอหัวเราไปด้วยหลายครั้ง สอบรอบนี้ก็เหมือนทุกครั้งที่ผ่านไป ผ่านทั้งถนนช้า ถนนเร็ว แต่ได้สอบจอดแค่ครั้งเดียว เทียบฟุตบาท (ได้จอดข้างรถในลานจอดรถอีกครั้งหนึ่ง ตอนที่สิ้นสุดการสอบ) ที่มีเพิ่มเติม คือการสอบเบรคกระทันหัน เป็นการสอบอย่างสุดท้าย ช่วงก่อนจะหมดเวลา คือเขาจะพาไปถนนที่ไม่มีรถ คือไม่ใช่ถนนสัญจร ตอนเราไป เป็นถนนที่จะเข้าไปโรงงานแห่งหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่ใช่ช่วงเข้างาน เลิกงาน ถนนจะว่าง จอดรถก่อน ทำตามที่ฝึก คือขับไปข้างหน้า เร่งเครื่องให้ถึงสามสิบ คนคุมสอบก็จะบอกให้หยุด เราต้องหยุดทันที รถต้องไม่เคลื่อนไปข้างหน้าก่อน คือเหยียบเบรค กับคลัทซ์พร้อมกัน แบบแรงมาก รถต้องหยุดกึกเลย แน่นอนว่าคนนั่งไปด้วยจะหัวขมำ หรือของบนเบาะรถหล่นลงพื้น เราก็ทำตรงนี้ได้ รถหยุดทันที ไม่มีเคลื่อนไปต่อ พอสอบตรงนี้เสร็จ ก็กลับไปที่ลานจอดรถที่เริ่ม ละต้องจดอรถเข้าซอง โดยที่คนคุมสอบจะบอกว่า ให้จอดข้างรถคันำหน ก็ไปตามที่บอก จอดเข้าซอง ไม่คร่อมที่จอดข้างๆ ระยะห่างระหว่างรถีกคันโอเค สิ้นสุดการสอบ แจ้งว่าผ่าน แล้วคนคุมสอบก็เซ็นต์ชื่อลงในเอกสารที่เตรียมมา แจ้งว่าเราสอบผ่าน และเราต้องไปรับใบขับขี่เองที่หน่วยงานขนส่งอีกครั้ง

เป็นการเสร็จสิ้นกระบวนการทำใบขับขี่ สำหรับเราเป็นอะไรที่ยาวนาน และเครียดมาก

พูดเว่อร์เนอะ – สำหรับคนขับรถเป็น ขับรถเก่งอยู่แล้ว อาจจะคิดแบบนั้น แต่สำหรับเรา บอกเลยว่า เรียนในมหาวิทยาลัยในเยอรมนี เป็นภาษาเยอรมัน ง่ายกว่าทำใบขับขี่ค่ะ เพราะฉะนั้นใบขับขี่ใบนี้เลยมีความหมายกับเรามากค่ะ สำหรับเรา มันเป็นเครื่องหมายสำหรับความพยายามค่ะ มันเหนื่อยจริงๆ กว่าจะได้มา ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังทำใบขับขี่ หรือคิดจะทำนะคะ ขอให้ได้ใบขับขี่อย่างที่ตั้งใจค่ะ