ขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า สิ่งที่เราเขียนนี้คือมุมมอง คือความคิดของเรา ไม่ได้จะบอกว่า เป็นความคิดที่ถูกต้อง ไม่ได้จะบอกว่าเป็นสิ่งที่ควรจะทำ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนก็มีทางเดินเป็นของตัวเอง มีสิทธิ์ที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเลือก ไม่จำเป็นต้องทำตามในสิ่งที่คนอื่นทำ ถ้าไม่ได้อยากที่จะทำ เราแค่อยากแสดงความเห็นในมุมมองของเราเฉยๆ

เราไม่ค่อยเข้าใจตรรกะ คบกันในต่างแดนเพียงเพราะเป็นคนไทยด้วยกัน พอคบกันไป ใครเข้ากันได้ คุยกันถูกคอก็ดีไป เป็นเพื่อนกันได้นานๆ แต่สำหรับบางคน พอคบกันไปแล้ว พอรู้ว่าการใช้ชีวิต คนละแนว ก็ถอยห่างออกมา คนประเภทนี้ไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เพราะแสดงว่าไม่ได้แคร์ใครเท่าไหร่ ที่คบตอนแรกเพราะอาจจะอยากมีเพื่อน แต่พอคบไม่ได้ก็หาเพื่อนใหม่ไปเรื่อยๆ แต่ จะมีคนบางประเภทที่ขี้เกรงใจ ไม่ชอบคนที่ตัวเองคบ หรือไม่อยากคบแล้ว แต่ก็ไม่กล้าที่จะเลิกคบ เพราะกลัวอึดอัด มองหน้ากันไม่ติด กลัวคนนั้นโกรธ แล้วเอาไปนินทา กลัวไม่มีเพื่อน กลัวไปสารพัด เราว่าคนแบบนี้น่าเป็นห่วง เพราะอาจจะต้องอยู่แบบไม่มีความสุขเท่าไหร่ และต้องทนไปจนกว่าจะทนไม่ได้ ซึ่งไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอยู่กับคนที่เราไม่ถูกใจไปอีกนานแค่ไหน ในมุมมองของเรา เราว่ามันเสียเวลาค่ะ ทำไมเราถึงไม่ปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติ

ทำไมเราไม่ตัดคำว่า คนชาตินั้นชาตินี้ออกคะ คนก้คือคน จะชาติไหนก็มีทั้งคนแบบที่เราคบได้ แบบที่เราอยากคบ ไม่อยากคบ และการที่เราไม่อยากคบใคร ก็ไม่ได้หมายความว่าเราดี เขาเลวนะคะ อาจจะตรงกันข้ามก็ได้ ที่เราจะสื่อก็คือ เราสามารถเลือกที่จะคบคนได้นะคะ เอาที่เราสบายใจ บางคนเป็นคนดีมาก แต่อาจจะไม่ถูกจริตเรา รู้จักได้ แต่ถ้าอึดอัดใจที่สนิทด้วย เราก็ถอยมาดีไหม ดีกว่าจะแกล้งสนิท เผื่อได้ช่วยเหลือกันงี้ ลองคิดในมุมอื่นนะคะ ถ้าเราไม่สนิทใจกับใคร เราก็คงไม่กล้าขอความช่วยเหลือหรอกมั้ง อย่างเราเอง ถ้าเราไม่รู้จักกันจริงๆ เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ได้อยากยุ่งนะ เราว่าการคบคนไว้เผื่อมีเรื่องเดือดร้อน มันไม่แฟร์สำหรับอีกฝ่ายอะ

เราว่าการที่เราจะเจอคนที่เป็นเพื่อนกันได้ หมายถึงเพื่อนที่เป็นเพื่อนจริงๆ นะคะ เพื่อนที่ช่วยเหลือพึ่งพากันได้ ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน เราว่ามันใช้เวลาอะ และสำหรับการเรียนรู้กันมันต้องเกิดจากการทำกิจกรรมร่วมกัน พูดคุยกันในระยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่เจอกันบนรถไฟ ขอเบอร์ติดต่อกันทันที คนอื่นคิดยังไงเราไม่รู้นะคะ แต่สำหรับเราอึดอัด และไม่สะดวกใจที่จะให้ข้อมูลติดต่อเลย แต่การพูดคุยกับคนบนรถประจำทาง ในห้างร้าน ในสวนหรือที่ต่างๆ ที่เจอโดยบังเอิญ เราไม่มีปัญหานะ แต่การจะให้เบอร์โทร ไลน์ อะไรพวกนี้เลย เราไม่อยากให้ ไม่เฉพาะคนไทยนะ จะคนที่ไหนก็ชั่ง แล้วก็เป็นอย่างนี้ตั้งแต่อยู่ไทย ตอนเรียน เราก็ไม่ได้มีเบอร์เพื่อนทุกคน คนที่เราจะให้เบอร์ตั้งแต่ครั้งแรก ก็มีเฉพาะ คนที่ต้องทำงานร่วมกัน และจำเป็นต้องติดต่อกันทีหลัง ไม่ใช่คุยเล่นๆ แล้วแลกเบอร์เลย เพราะเรารู้ไงคะ ว่าแยกตัวออกมาทีหลัง มันยากนะ แต่อะไรที่เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะคบกันต่อ หรือห่างๆ ออกไป มันก็จะเป็นธรรมชาติ

ลองคิดดูนะคะ เหมือนเวลาเราเข้าโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยช่วงแรกๆ เราก็จะคุยกันไปทั่ว ไปไหนมาไหนกับคนที่เรารู้จักคนแรก ในช่วงแรกๆ แต่สักพัก พอเริ่มรู้จักกันทั้งหมด เริ่มคุยกันทั้งห้อง มีกิจจกรรมร่วมกัน รู้ว่าใครเป็นยังไง มันก็จะเริ่มเป็นกลุ่มใคร กลุ่มมัน กลุ่มเล็กบ้างใหญ่บ้าง หรือมีกันแค่สองคนบ้าง และการเปลี่ยนแปลงนี้มันก็เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ เราไม่ได้สนิทกันทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราทะเลาะกัน หรือเกลียดกัน คือเราชอบให้มันเป็นไปอย่างนี้มากกว่า

บางคนอาจจะกลัวการพูดคุยกับคนต่างชาติ แต่อยากมีสังคม ไม่ได้ทำงาน ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เอาตัวเองไปเข้ากลุ่มกับคนไทย เราไม่ได้ว่ามันผิดนะคะ แต่สำหรับเรา คือเราว่ามันแปลก เราไม่ได้รู้จักคนกลุ่มนี้ดี ถ้าเข้ากันได้ก็โชคดีไป แต่ถ้าเข้ากันไม่ได้ มันจะมองหน้ากันไม่ติด อึดอัดใจเปล่าๆ ทำไมเราไม่หากิจกรรมอย่างอื่นทำล่ะคะ เดินเล่นในสวนสาธารณะ เราไม่รู้ที่อื่นเป็นยังไง แต่แถวที่เราอยู่ มันจะมีคอร์ส มีเวิร์คชอปต่างๆ ที่ราคาไม่แพง เราเองก็ทำนั่นทำนี่อยู่เรื่อยๆ ตามความสนใจ บางคอร์สมันก็ใช้เวลาอะ เราก็มีได้เพื่อนมาบ้าง เพื่อนจากการเรียน มีไปทำงานด้วย ก็ได้เพื่อนร่วมงาน แล้วเราก็จะมีสังคมเป็นของตัวเอง

ถ้าจะถามเราว่า แล้วไม่คบคนไทยเลยเหรอ คนไทยที่เรารู้จักก็มีค่ะ แต่รู้จักกันมาตั้งแต่อยู่ไทย แล้วก็เจอจากกิจกรรมต่างๆ ที่เราทำนี่แหละ จากคอร์สเรียนต่างๆ จากมหาวิทยาลัย ที่มีคลาสร่วมกัน พีคสุดจากคอร์สเรียนภาษาเกาหลีในเยอรมนี แต่ที่เราสนิทด้วยก็มีคนเดียว คนอื่นๆ ก็คุยกันแค่เวลาเจอกัน ไม่มีเบอร์ติดต่ออะไรนอกรอบ เราว่ามันสบายใจดีนะคะ