จริงๆ แล้วการจัดกระเป๋ามันดูเหมือนไม่ยากนะ แต่ก็มีพลาดกันเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะการจัดกระเป๋าเดินทางไกล ไปไหนสักที่เป็นระยะเวลานานๆ เช่น การไปเป็นออแพร์นี่แหละค่ะ เราต้องออกจากบ้านไปเป็นระยะเวลาหนึ่งปี มีแค่กระเป๋าเดินทางหนึ่ง หรือสองใบติดตัวไป และไม่สามารถที่จะเอาทุกอย่างที่เราอยากเอาไปติดตัวไปด้วยได้  ด้วยข้อจำกัดของน้ำหนักสัมภาระ ซึ่งทำให้เราจัดกระเป๋าลำบากขึ้นไปอีก ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรออก เอาอะไรเข้า อะไรก็ดูเหมือนจะสำคัญไปซะหมด ใจเย็นๆ นะคะ หายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติก่อนลงมือจัดกระเป๋าค่ะ
 
อันดับแรก เช็คกับสายการบินเรื่องน้ำหนักของสัมภาระ1 ก่อนนะคะ เอาของติดตัวไปได้กี่ชิ้น น้ำหนักเท่าไหร่ โหลดได้เท่าไหร่ สัมภาระที่เอาขึ้นไปบนเครื่องได้น้ำหนักเท่าไหร่ กระเป๋าขนาดเท่าไหร่ที่สามารถเอาติดตัวขึ้นเครื่องไปได้ ค่าปรับสัมภาระส่วนที่เกินมา คิดยังไง เหมาจ่าย หรือคิดเป็นกิโล แล้วราคาเท่าไหร่ (อันนี้เผื่อสำหรับคนที่พร้อมจะจ่ายค่าน้ำหนักเกิน ถามไว้เลยค่ะ) ทุกวันนี้หลายๆ สายการบินมีบริการให้ซื้อน้ำหนักสัมภาระเพิ่ม ถ้าคิดว่าน้ำหนักจะเกินแน่นอน การซื้อน้ำหนักเพิ่มก็เป็นอีกทางเลือก ซึ่งน่าจะประหยัดกว่าการไปเสี่ยงกับค่าปรับหน้าเคาน์เตอร์
 
เมื่อรู้แน่นอนแล้วว่า เราเอาของติดตัวไปได้เท่าไหร่ น้ำหนักต้องไม่เกินกี่ กก. ก็ลองมาทำลิสต์สิ่งของ2  แยกออกเป็นสักสองสามหัวข้อ ตามที่เราเห็นว่าจำเป็น เช่น ว่าอะไรที่สำคัญมากๆ ซึ่งจำเป็นมาก ยังไงก็ต้องเอาติดตัวไปด้วย เช่น ยาประจำตัว เอกสารต่างๆ ต่อมาก็อะไรที่สำคัญน้อยลงมาหน่อย แต่ก็ยังจำเป็นอยู่ แล้วก็อะไรที่ไม่ได้จำเป็นเลย แต่อยากเอาไปด้วยเฉยๆ ซึ่งลิสต์แรกกับลิสต์สุดท้ายนี้จะง่ายหน่อย ของจากลิสต์แรก ก็ต้องเอาไปหมดอยู่แล้ว เพราะมันจำเป็น ลิสต์สุดท้ายก็แค่รอดูตอนจัดเสร็จ ถ้าน้ำหนัก และพื้นที่ในกระเป๋าว่างพอ ก็จับยัดลงไป ถ้าไม่พอก็ไม่น่าจะเดือดร้อน ตรงนี้ใครที่ซื้อน้ำหนักเพิ่ม หรือได้น้ำหนักกระเป๋ามากกว่ามาตรฐานจะได้เปรียบหน่อย เพราะอาจจะไม่ต้องทำลิสต์เลยก็ได้ แต่ถ้าน้ำหนักปกตินี่ ก็ต้องชั่งใจเอาอย่างที่บอกไปแล้วนะคะ
แล้วถามว่า อะไรที่จำเป็น ตามความเห็นส่วนตัวแล้ว เราว่ามันขึ้นอยู่กับตัวเรานะคะ อะไรที่จำเป็นสำหรับเรา อาจจะไม่ได้จำเป็นสำหรับคนอื่นเลย เพราะฉะนั้นให้สำรวจตัวเองก่อนค่ะ ว่าสำหรับเราอะไรจำเป็นที่สุด
พอได้ลิสต์สิ่งของแยกเรียบร้อย ก็มาดูว่าเรามีกระเป๋าเดินทางกี่ใบ จะเอาอะไรใส่ไว้ตรงไหน อะไรเอาขึ้นเครื่องได้ อะไรต้องโหลดอย่างเดียว แล้วค่อยลงมือจัด3
 
ใครไม่รู้จะลิสต์ของยังไง ลองใช้เวบนี้เป็นแนวทางได้นะคะ http://www.travelschecklist.com/ แล้วเราค่อยเอามาปรับเปลี่ยนแก้ไขให้เป็นลิสต์ของเราเอง
 
ขอยกตัวอย่างเราเองนะคะ เรามีกระเป๋าเดินทางใหญ่หนึ่งใบ โหลดไป ที่เอาขึ้นเครื่องมี Cabin Luggageใบหนึ่ง แล้วก็กระเป๋าสะพายใบเล็กหนึ่งใบ กระเป๋าเดินใบที่เอาขึ้นเครื่องก็ใส่แลปท็อป กล้องถ่ายรูป สายชาร์ตต่างๆ เอกสารสำคัญ Baby wipes ของเหลว(ที่จำเป็น)ในปริมาณที่จำกัด ผ้าขนหนูผืนเล็กใบหนึ่ง แปรงสีฟัน และเสื้อผ้าสองชุด  ในกระเป๋าสะพายใบเล็กก็มีแค่กระเป๋าเงิน พาสปอร์ต หนังสืออ่านเล่นเล่มหนึ่ง กระดาษทิชชู่ ปากกา แล้วก็สมุดโน้ตเล็กๆ เล่มหนึ่ง เราเป็นคนไม่แต่งหน้านะคะ เลยไม่มีเครื่องสำอาง ของเหลวที่เอาติดตัวขึ้นมา มีวาสลีนกระปุกเล็ก สบู่เหลว โรลออน ยาสีฟัน ของรวมแล้วไม่ถึงห้ากิโลด้วยซ้ำมั้ง อย่างที่บอกว่าของจำเป็นของเราไม่เท่ากัน คือสำหรับเราสิ่งที่จำเป็นต้องติดตัวขึ้นเครื่องมาด้วย มีแค่นี้จริงๆ
 
หลายคนอาจจะถามว่า ทำไมต้องมีผ้าขนหนู กับเสื้อผ้าสองชุด คืออันนี้เราเผื่อไว้ว่า ถ้ากระเป๋าที่เราโหลดหายไป หรือมาช้า (คือเราบินแบบต่อเครื่อง อาจจะมีพลาดตรงนี้) เราจะได้มีชุดเปลี่ยนก่อนกระเป๋าจะมา หรือถ้ากระเป๋าหาย ก่อนจะไปหาซื้อของใหม่หมด ก็ยังมีเวลาพอได้คิดก่อน  หรือเกิดพายุเข้า เครื่องบินต้องลงจอดก่อนกำหนดที่ไหนสักที่ในโลกนี้ แล้วเราต้องติดอยู่ในสนามบิน หรือที่ไหนสักที่ เราก็จะได้มีชุดสำรอง ย้ำอีกทีนะคะ นี่คือความคิดของเรา ซึ่งเคยอ่านเจอเหมือนกันนะ ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยทำแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ทุกวันนี้จะบินไปไหนก็ตาม เราก็ยังทำแบบนี้อยู่นะ ถ้าบินสั้นๆ ก็ติดไปชุดเดียว ถ้าบินยาวก็สอง หรือสามชุด ยังไงก็เผื่อไว้ดีกว่า
 
กระเป๋าเดินทางใหญ่ ก็ของใช้ส่วนตัวทั่วไป เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หนังสือ สมุด น้ำหนักไม่เกินนะ รวมน้ำหนักกระเป๋าด้วย ได้ยี่สิบกิโลเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน
 
มาถึงของที่เราอาจจะคิดว่าไม่จำเป็น แต่มันอาจจะจำเป็นภายหลังก็ได้ เราเคยพลาดมาก่อน ลองดูนะคะ อาจจะเป็นสิ่งที่คุณคิดไม่ถึงก็ได้ เราเองตอนนั้นก็คิดว่ามันไม่ได้จำเป็น เลยไม่ได้ใส่ใจ ผลคือพลาดมากค่ะ
 
อันดับแรก ยาดม (ต้องให้ที่บ้านส่งมาให้เลยทีเดียว) คือตอนอยู่ไทย เราไม่ได้พกยาดม ไม่ได้ใช้ยาดม เข้าใจมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนไม่เมารถ แต่เราเมารถเมล์ที่เยอรมนีบางครั้งค่ะ โดยเฉพาะหน้าหนาว ที่เปิดฮีตเตอร์ในรถ แล้วปิดกระจกหมด ต้องดมยา แต่เป็นเฉพาะรถเมล์นะ รถอื่นก็ไม่เป็น ไม่รู้ทำไม รถไฟ รถราง เวลาหน้าหนาวก็เปิดฮีทเตอร์ ปิดกระจกเหมือนกัน แต่ไม่เมา ตอนนี้เวลากลับไทย ซื้อมาตุนทุกครั้ง พกไว้ก่อน ไม่รู้ว่าจะได้ขึ้นรถเมล์ตอนไหน หรือขึ้นไปแล้วจะเมาหรือเปล่า มันช่วยได้จริงๆ นะ
 
ต่อมา ผ้าอนามัย ค่ะ ถ้าใครใช้แบบสอด ไม่ต้องกังวลค่ะ อาจจะพกมานิดหน่อย พอรู้ถนนหนทาง รู้จักที่ซื้อแล้วไม่ยากเลย มีขายทั่วไป หลายแบบ หลายยี่ห้อ แต่ถ้าใช้แบบแผ่น น่าจะต้องพกมาพอสมควร เอาไว้ใช้คู่กับของที่นี่ จนกว่าเราจะหาแบบที่ถูกใจได้ เพราะที่นี่ตัวเลือกแบบแผ่นมีค่อนข้างน้อยค่ะ (ความเห็นส่วนตัวนะคะ อาจจะมีตามห้างใหญ่ๆ มั้ง แต่เราไม่เคยเห็นที่วางขายแบบหลากหลายเหมือนที่ไทยอะ เตรียมมาไว้ก่อนก็ดี) เราเองก็เปลี่ยนมาใช้แบบสอด เพราะหาที่ถูกใจไม่ได้สักที แต่พอเปลี่ยนแล้วก็ชอบนะ คล่องตัวดี หาซื้อง่าย เวลาเดินทางก็พกง่าย ไม่กินเนื้อที่กระเป๋า
 
ของอีกอย่างที่เราคิดว่าไม่จำคือ ปากกา แต่เราคิดผิดค่ะ เราคิดว่าเราไม่ติดยี่ห้อปากกา คิดว่าปลายแหลมก็พอ น่าจะใช้ได้หมด ตอนอยู่ไทยใช้แลนเซอร์ 0.5 แล้วก็พวกปากกาน่ารักๆ 0.38 แต่หลักๆ จะใช้แลนเซอร์ เราชอบเขียน เขียนเยอะ พอมาเยอรมนี ไม่ได้ติดมาเยอะ คือคิดว่าไม่น่าจะหาซื้อยาก ปรากฎว่า ปากกาปลายแหลมหาซื้อยากพอสมควร ที่หาได้ก็จับไม่ถนัดมือ เขียนไม่สนุกเลย ตอนนี้พกปากกาสามสี่ด้ามตลอด แล้วกลับไทยที ก็เหมาแลนเซอร์กระปุกใหญ่มาที ปากกาน่ารักๆ ปลายแหลม เขียนลื่นก็ยังใช้อยู่นะ แต่ไม่ซื้อในเยอรมนีแล้ว ซื้อในเอเชียนี่แหละ รู้สึกว่าปากกาที่เยอรมนี ไม่เหมาะมือ แต่ก็ขี้เกียจตามหาปากกาคู่ใจแล้ว เลยเลิกซื้อมาลองแล้ว เอาเวลาลองปากกาไปทำอย่างอื่นดีกว่า
 
พวกครีมทาหน้า ครีมบำรุงผิว เครื่องสำอางต่างๆ เราไม่มีประสบการณ์นะคะ เราเป็นคนที่ใช้อะไรก็ได้ หน้าไม่เป็นขุยก็พอ หน้าไม่ค่อยมีปัญหา แล้วก็ไม่แต่งหน้าด้วย เลยไม่เดือดร้อน ครีมทาตัวเด็ก เราก็ใช้ทาหน้าได้ แต่เรื่องนี้เกิดกับเพื่อนเราค่ะ ครีมที่เอามาจากไทยหมด แล้วกว่าจะหาครีมราคาประหยัดที่พอใจในเยอรมนีได้ นี่คือหน้าเยินไปสักพักเหมือนกัน ถ้าใครใช้ครีมเคาน์เตอร์ยี่ที่มีขายทั่วโลก ก็ไม่ต้องกังวลนะคะ มีให้ซื้อแน่นอน ไม่ได้หมายความว่าต้องแบกมาพอให้ใช้ได้ทั้งปีนะคะ แต่ก็มีมาเผื่อหน่อย เราไม่รู้ว่าครีมที่เราจะซื้อใหม่นั้น เข้ากับหน้าเราหรือเปล่า ถ้าเรามีครีมเราสำรองมา ก็จะได้ใช้แก้ขัดไปก่อน
 
อันสุดท้ายนี้ คนถามเรามาเยอะเหมือนกัน ว่าควรจะเตรียม พวกมาม่า ผงทำกับข้าว หรือน้ำพริกแห้งต่างๆ มาด้วยไหม ถ้าไม่ชัวร์ว่าจะปรับตัวเข้ากับอาหารท้องถิ่นได้ แล้วก็มีเนื้อที่และน้ำหนักกระเป๋าเหลือ ก็ติดมาก็ได้ค่ะ แต่ถ้าเรากินอะไรก้ได้ ประยุกต์นั่นประยุกต์นี่เอา เราก็ว่ามันไม่จำเป็นขนาดนั้น แล้วที่นี่หลายๆ เมืองมีร้านเอเชียค่ะ เมืองเล็กๆ บางเมืองยังมีเลย หรือถ้าเมืองที่เราอยู่ไม่มี ก็ต้องมีสักเมืองใกล้ๆ เมืองเราแหละ ที่มีร้านเอเชีย  เราสามารถซื้อมาม่า พริกแกง น้ำพริก ผงปรุงรส ซอส ของแช่แข็ง ผักต่างๆ แทบจะซื้อได้ทุกอย่างแหละ ของไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ถึงจะไม่ครบ แต่ก็มีให้เลือกซื้อมากพอสมควร ไม่ต้องกลัวว่าจะอดนะคะ เก็บพื้นที่ เก็บน้ำหนัก ไว้ใส่ของที่จำเป็นอย่างอื่นดีกว่า
 
ย้ำอีกทีนะคะ ว่านี่คือความเห็น และประสบการณ์ส่วนตัว ที่คนอื่นอาจจะใช้เป็นแนวทางได้ ถ้าใครมีความคิดเห็นที่ต่างออกไป หรือมีอะไรเพิ่มเติม ก็แชร์ความเห็นกันได้นะคะ