ที่เรียกว่ากึ่งอาสาสมัคร เพราะเราเองก็ได้ผลประโยชน์จากโครงการนี้อยู่เหมือนกัน (ได้หน่วยกิต 4 หน่วยกิตของวิชาเรียน กับใบประกาศจากภาควิชา) แล้วอีกอย่างคือ เราไม่ได้ตั้งใจจะทำตั้งแต่แรก แต่ได้ทำเพราะเราได้ลงเรียนวิชาหนึ่งของมหาวิทยาลัย ซึ่งวิชานี้มีภาคปฏิบัติคือการสอนภาษาและดูแลเด็กอพยพที่เข้าโรงเรียนแล้ว แต่ยังมีปัญหากับภาษาเยอรมันและการปรับตัวอยู่ วันที่ไปฟังคำชี้แจงก็คิดอยู่ว่าจะไหวไหม ต้องสละทั้งแรง ทั้งเวลา เพื่อนร่วมชั้นเรียนก็ตัดสินใจไม่ทำหลายคน มันไม่ใช่วิชาบังคับไง ลงวิชาอื่นในหมวดเดียวกันแทนได้ เราเองก็คิดอยู่สักพักเหมือนกัน เพราะเราก็มีครอบครัวที่ต้องแบ่งเวลาให้ด้วย มีอย่างอื่นที่ต้องรับผิดชอบ แต่เทอมนั้นลงเรียนไม่เยอะ คิดว่าน่าจะจัดสรรเวลาได้ แล้วก็คิดว่ามันน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีและเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเรา คือน่าจะใช้ลงเรซูเม่ได้เลยแหละ เลยตัดสินใจเรียนวิชานี้ พอได้ทำแล้ว รู้สึกว่าคิดไม่ผิดเลย และคงจะเสียดายมาก ถ้าวันนั้นไม่ตัดสินใจที่จะทำ ประสบการณ์ที่ได้รับ อะไรหลายๆ อย่างที่ได้เรียนรู้ การได้เจอสังคมอีกสังคมหนึ่ง ที่ห่างจากเรามาก ได้ทำความรู้จักกับคนในสังคมนั้น ได้ทำอะไรใหม่ๆ มันคุ้มค่ามาก ไม่ได้รู้สึกว่าเสียเวลาเลย เพราะที่ทำลงไปมันคุ้มค่าเหนื่อยจริงๆ เห็นผลงานตัวเองแล้วก็หายเหนื่อย J ถึงกับชมตัวเอง ไม่น่าเชื่อว่าเราจะทำได้ขนาดนี้
 
โครงการอาจารย์คิดทำขึ้นมา เพราะเด็กอพยพหลายๆ คน โดนจับเข้าโรงเรียนเลย มีสอนภาษาเยอรมันก่อนนิfgหน่อย แต่มันยังไม่ถึงขั้นที่จะนั่งเรียนในห้องได้เข้าใจ รัฐบาลเองก็ไม่ได้มีงบประมาณส่วนนี้ให้เยอะ บุคลากรก็ขาด ทำให้เด็กมีปัญหาในการเรียน ซึ่งมันส่งผลถึงอนาคตเหมือนกัน ทั้งๆ ที่เด็กบางคนนั้น น่าจะเรียนได้ดี และไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ แต่ด้วยความที่ไม่เข้าใจภาษาเยอรมัน ปรับตัวเข้ากับเด็กคนอื่นไม่ได้ หลายคนต้องเรียนซ้ำชั้น เด็กหลายคนขาดกำลังใจที่จะสู้ อาจารย์เราทำโครงการและศึกษาเกี่ยวกับด้านนี้อยู่ เลยได้ลองทำโครงการนำร่องก่อนขึ้นมาก่อน โดยใช้อาสาสมัครจริงๆ ประมาณสี่ห้าคน ผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างดี อาจารย์เลยขออนุมัติเปิดเป็นวิชาเรียนจริงจัง
 
เราคิดว่าอาจารย์มองขาดมาก นักศึกษาที่เรียนวิชานี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกเทอม จากการพูดปากต่อปาก จากการช่วยหนึ่งโรงเรียน ก็กลายเป็นสอง อาจารย์บอกว่า ถ้าขยายโครงการเพิ่มขึ้นได้ ก็อยากทำ แต่บุคลากรและงบประมาณมีไม่พอ อาจารย์และนักสึกษาผู้ช่วยเองก็กลัวจะดูแลนักศึกษาไม่ทั่วถึง อาจารย์บอกว่าเราต้องทำแบบมีคุณภาพด้วย ไม่ใช่สักแต่ทำ ไปลงชื่อ รอเอาใบประกาศอย่างเดียว อันนี้มีการตามผลด้วยนะ ไม่ใช่ปล่อยเลย
 
โครงการนี้ไม่ใช่การจับเด็กมานั่งในห้องแล้วสอน แต่เป็นคล้ายๆ การติวมากกว่า นักศึกษาหนึ่งคนจะได้ดูแลเด็กหนึ่ง หรือสองคน แล้วไม่มีกฎอะไรตายตัวว่าต้องสอนอะไร ทำยังไงบ้าง โดยมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษาอยู่เบื้องหลัง เราเรียนทฤษฎีต่างๆ ในชั่วโมงเรียนปกติ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แลกเปลี่ยนสื่อการสอนกัน การเรียนทฤษฎีก็เหมือนสอนกันเอง แบ่งเป้นกลุ่ม อาจารย์แบ่งหัวข้อให้ เอามารายงานและอภิปรายกัน มีอาจารย์คอยเสริม ถ้าเนื้อหาส่วนไหนขาด แนะนำเพิ่มเติม นอกจากเลาเรียนในชั้นปกติแล้ว เราต้องหาเวลานอกห้องเรียนด้วย คือต้องหาเวลาติวเด็กเอง ต้องประสานงานกับโรงเรียน และครูประจำชั้น เพื่อที่จะหาเวลาที่ลงตัวทั้งสองฝ่าย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 90 นาที หรือสองชั่วโมงเรียน (ชั่วโมงเรียน หมายถึงคาบเรียน ซึ่งหนึ่งชั่วโมงเรียนจะมี 45 นาที) สองชั่วโมงนี้คือเวลานอกเหนือจากที่เรียนทฤษฎีในชั่วโมงเรียน นอกเหนือจากนี้ ก็ต้องหาเวลาเตรียมการสอน ทำสื่อต่างๆ อีก ท้ายเทอมๆ นี่เหมือนผีดิบมาเรียนกันเลย แต่ไม่มีใครบ่นเหนื่อยนะ ทุกคนดูภูมิใจที่ได้ทำ
 
การสอนก็ดูว่าเด็กขาดอะไร จุดอ่อน จุดแข็งคืออะไร เราควรเสริมอะไรตรงไหน ปัญหาของเด็กคืออะไร จริงๆ หน้าที่หลักของพวกเรา คือการดูแลด้านภาษา แต่อาจารย์ก็แนะนำว่า ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะไปดูความเป็นอยู่ของเด็ก ผู้ปกครองเป็นยังไง สภาพครอบครัว สิ่งแวดล้อมที่เด็กอยู่ ในส่วนนี้ไม่ได้บังคับ แต่ส่วนมากก็ไปกัน เพราะเด็กหลายคนมีปัญหาทางสภาพจิตใจด้วย เราเองก็ไปเยี่ยมบ้านเด็กที่เราดูแลเหมือนกันเพราะข้อมูลจากครู ทำให้เราอยากไปคุยกับผู้ปกครอง อยากไปดูความเป็นอยู่ น้องที่เรารับผิดชอบ เป็นเด็กมาจากเกาหลีเหนือ ใช้เวลาหลบหนีนานพอสมควร กว่าจะมาถึงเยอรมนี ไม่มีใครรู้ว่าน้องเจออะไรมาบ้าง หรือเกิดเหตุการณ์อะไรในระหว่างหลบหนี แต่น้องมาโรงเรียนช่วงแรก น้องไม่คุยกับใคร น้องไปหลบหลังห้อง เอากระเป๋า เอาหนังสือสร้างเป็นกำแพงกั้นตัวเองไว้ เหลือช่องว่างตรงตา จนมีนักจิตวิทยาเด็กเข้ามาดูแล เด็กคนอื่นๆ เริ่มชวนเล่นด้วย ครูบอกว่าใช้เวลาสักพักเหมือนกัน น้องถึงเล่นกับเด็กคนอื่น เราฟังแล้วรู้สึกจุกเหมือนกัน เลยอยากไปดูความเป็นอยู่ที่บ้าน ไม่ได้หวังว่าผู้ปกรองจะเล่าให้ฟังหรอก เพราะข้อมูลส่วนหลบหนีนี้ คงไม่มีใครอยากเปิดเผย

 

 
เราโชคดีมีเพื่อนเป็นคนเกาหลี เลยไม่ต้องหาล่าม เพื่อนบอกว่าอาจจะไม่เข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่น่าจะสื่อสารกันได้ และจากการไปพูดคุย ทำให้ได้รู้ ได้เห็นอะไรหลายอย่างที่เราไม่เคยคิดเลย เราเข้าไปที่บ้านพักของผู้อพยพ ก่อนที่จะไปเจอกับครอบครัวนี้ ก็ได้ไปพูดคุยกับคนดูแลก่อน ทำให้ได้รู้ว่ามีคนอีกมากมายที่ทำงานเสียสละอยู่เบื้องหลัง แน่ละผู้อพยพที่ไม่ได้ลี้ภัยจริงๆ หวังมาสบาย ก็มีปัญหาอยู่บ้าง ทะเลาะเบาะแว้งกัน จนตำรวจมาบ่อยๆ ขี้เกียจ ไม่ออกหางานทั้งๆ ที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานแล้ว ไม่สนใจจะเรียนภาษา ไม่ให้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียน เรียกร้องโน่นนั่นนี่ ฯลฯ แต่เราจะไม่โฟกัสที่ส่วนนั้น เราจะพูดถึงเรื่องของคนที่พร้อมจะพัฒนา และปรับตัวกัน แต่มันไม่ง่ายนะคะ ก่อนที่จะมีผู้อพยพทะลักเข้ามาเหมือนช่วงปีที่แล้ว ลากมาจนถึงปีนี้ ข้าราชการก็ไม่ได้ทำงานเร็วอย่างนี้หรอกค่ะ งบก็ไม่พอ บุคลากรก็ไม่พอ    คอร์สเรียนภาษาต้องรอนาน ใบอนุญาตทำงาน บางคนก็ต้องรอเป็นปี เพราะต้องตรวจสอบเอกสารนั่นนี่หลายอย่าง ทั้งๆ ที่เค้าอยากจะพาครอบครัวออกจากตรงนี้ แต่ก็ออกไม่ได้ บางคนเครียดนะคะ เพราะเคยมีงานทำ บางคนมีหน้าที่การงานที่ดี วัยรุ่นบางคนกำลังจะจบมหาวิทยาลัย แต่ต้องออกมากลางคัน จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ก็ทำไม่ได้ทันทีต้องรอตามลำดับขั้นตอนต่างๆ ตรงนี้จะมีอาสาสมัครเข้าไปพูดคุย มีกิจกรรมต่างๆ เล่นเกม เล่นกีฬา คนที่อยู่นั่นจะได้ไม่เครียดเกินไป มีสอนการบ้านเด็ก มีโครงการสอนภาษา เพราะหลายๆ คนอยากจะเรียนภาษานะคะ แต่ต้องรอคิว รอเวลา คือผุ้อพยพหลายคน เค้าก็ไม่ได้อยากอยู่ให้รัฐบาลเลี้ยงอย่างเดียวหรอกค่ะ แต่มันไม่ได้จะออกมาง่ายๆ พอมีโครงการแบบนี้ มันก็เหมือนเตรียมความพร้อมไว้ก่อน แค่รอเวลาที่จะได้รับอนุญาตให้ออกมาจากจัดนั้น