ขอวกเข้ามาที่ครอบครัวของน้องเกาหลีเหนืออีกที พอคุยกับผู้ดูแลสถานอพยพเสร็จ เราก็ไปที่ห้องพักของเด็ก ห้องขนาดไม่ใหญ่เลยค่ะ มีสองห้องนอน นอนห้องละครอบครัว คืออยู่กันสองครอบครัว แชร์ห้องครัว และห้องน้ำ และห้องที่นอนกันห้าคน (ทั้งครอบครัว) เล็กกว่าห้องนอนเราที่นอนกันสองคนอีก แล้วคือข้าวของทุกอย่างอยู่ในนั้นด้วย เพราะไม่มีห้องอื่น เราเคยคิดมาตลอดว่าผู้อพยพอยู่แบบสบายๆ พอได้ไปเห็นก็รู้เลยว่า บางทีสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังมา มันก็ไม่เหมือนความจริงซะทีเดียว เด็กๆ (ของทั้งสองครอบครัว) ใช้โต๊ะในครัวนั่งทำการบ้าน โต๊ะในครัวขนาดหกที่นั่ง กับคนเก้าคน 
 
ครอบครัวน้องเกาหลีเหนือนี้ ยังรอคิวเรียนภาษาอยู่ แต่พ่อได้ลงเรียนกับอาสาสมัครก่อนแล้ว แม่ยังเรียนไม่ได้ เพราะเวลาที่อาสาสมัครมา เป็นเวลาลูกๆ เลิกโรงเรียนต้องดูแลลูก ตอนที่เราเข้าไปคุยนั้น ครอบครัวนี้อยู่ที่บ้านพักคนอพยพมาสิบเดือนแล้ว รอใบอนุญาตทำงานอยู่ แม่บอกว่า มีคนเกาหลีที่มาเป็นอาสาสมัครที่บ้านพักอพยพ และได้รู้จักครอบครัวนี้ได้เสนองานให้พ่อแล้ว แค่รอใบอนุญาตทำงาน เราถามว่าทำไมไม่ไปอยู่เกาหลีใต้ เค้าบอกว่า เค้าโดนส่งมานี่จากประเทศอื่น ไม่ได้เลือก จริงๆ ตอนมาถึงแรกๆ ก็โดนถามเหมือนกันว่าอยากไปเกาหลีใต้ไหม แต่เค้ากลัว กลัวสังคม กลัวอะไรหลายอย่าง แล้วก็อยากให้ลูกเรียนที่นี่ เลยเลือกที่จะลงทะเบียนเป็นคนอพยพที่นี่ แต่เส้นทางการหลบหนี มายังไง ใช้เวลาเท่าไหร่ เค้าไม่ขอเล่า เราก็เข้าใจในส่วนนี้นะ ก็แค่ถามทั่วไป อยากได้อะไร ขาดเหลืออะไร เค้าบอกของบริจาคเยอะมาก ไม่ได้อยากได้อะไรเพิ่ม อยากได้ใบอนุญาตทำงานไวๆ อยากได้รับใบอนุญาตให้ออกจากบ้านพักได้ เราก็ได้แต่อวยพรขอให้ได้เร็วๆ เพราะเรื่องนี้เกินความสามารถเราจริงๆ หลังจากที่เราไปเยี่ยมครั้งแรก ก็มีไปอีกสองสามครั้ง พาเด็กๆ ไปเที่ยวสวนสัตว์ พาไปกินไอติม หลังจากโครงการนี้ เราก็เริ่มมีไปช่วยที่นั่นบ้าง แต่ไม่ใช่แบบประจำ เพราะเราเองก็มีอะไรหลายอย่างที่ต้องทำ ก็ทำเท่าที่ตัวเองจะทำได้ อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของเรา ในการทำโลกนี้ให้น่าอยู่ขึ้น

 

 
คราวนี้ขอย้อนกลับมาถึงประสบการณ์ทำงานกับเด็กบ้าง อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้คือการสอนภาษา เรามีประสบการณ์สอนนะคะ ตอนอยู่ไทยเป็นติวเตอร์คณิตศาสตร์ (อยู่เยอรมนีก็เป็นผู้ช่วยในโรงเรียนกวดวิชา มีช่วยสอนบ้าง แต่ไม่ประจำ เพราะเราไม่ได้ทำเป็นงานประจำ) เคยสอนนักเรียนไทยที่มาแลกเปลี่ยนที่เยอรมนี กับโครงการแลกเปลี่ยนโครงการหนึ่ง เป็นคอร์สเตรียมการปรับตัว และอยู่อาศัยในเยอรมนี  เคยสอนภาษาเยอรมันในโรงเรียนสอนภาษาของมหาวิทยาลัย (อันนี้ไม่รู้จะนับดีไหม เพราะสอนแค่ครึ่งชั่วโมงเอง เป็นการนำทฤษฎีจากวิชาการสอนภาษาต่างประเทศมาปฏิบัติ อาจารย์ให้ทำแค่นี้) แต่นี่เป็นการสอนที่เรากลัว และตื่นเต้นที่สุด เพราะจากประสบการณ์การสอนที่ผ่านมา เราใช้ภาษาเดียวกันกับผู้เรียน สื่อสารกันรู้เรื่อง สามารถที่จะอธิบายเนื้อหาได้ แต่นี่เป็นการสอนเด็กที่พูดภาษาเยอรมันได้น้อยมาก และเราเองก็รู้ภาษาเกาหลีนิดเดียว นิดเดียวจริงๆ (เพราะเพิ่งเริ่มเรียนภาษาเกาหลี) และต่อให้พูดเกาหลีได้ มันก็ยากที่จะอธิบายหลักการณ์ต่างๆ ให้เด็กอายุหกขวบเข้าใจได้ 
 
หนังสือเรียนภาษาเยอรมันที่มีในท้องตลาดตอนนี้ ก็จะเป็นของผู้ใหญ่ หรือวัยรุ่น หนังสือเรียนสำหรับเด็กก็เป็นสำหรับเด็กที่เกิด และโตในเยอรมนี คืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นภาษาเยอรมัน แต่ภาษาเยอรมันไม่ใช่ภาษาแรก   เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ใหม่อยู่พอสมควร เรามีทฤษฎีในมือ แต่เราไม่สามารถที่จะใช้ทฤษฎีนั้นได้กับคนเรียนทุกคน งานนี้เลยทั้งสนุกทั้งเหนื่อย สื่อการเรียนการสอน แบบฝึกหัดต่างๆ แทบจะคิดเองทั้งหมด จริงๆ ก็มีใช้หนังสือหรือคู่มือที่มีในท้องตลาด ในอินเตอร์เน็ตนะ แต่เอามาปรับเปลี่ยนใช้เอง ตัดคำสั่งออก หาคำสั่งเอง
 
น้องที่เรารับผิดชอบ จุดอ่อนมากๆ คือ น้องใช้ไวยากรณ์เกาหลีกับภาษาเยอรมัน ไม่ใช้ Artikel พูดแบบไม่มีประธานบ่อยๆ ไม่ผัน Verb ไม่ค่อยกล้าพูด จุดแข็งคือน้องอ่านได้ดีนะคะ ชอบอ่านหนังสือด้วย เรื่องผจญภัยต่างๆ เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ กับฟาร์ม เราจับจุดน้องได้ สิ่งที่เราทำก็คือ ก็หาหนังสือเด็กพวกนี้แหละมา ให้น้องอ่านออกเสียงบ้าง ให้คัดบ้าง แล้วทำแบบฝึกหัดบ้าง ให้น้องเรียนการผัน Verb กับ การใช้ Artikel แบบซึมซับ ให้น้องดูวีดีโอสั้นๆ แล้วถาม 
 
น้องชอบเรียนคณิตศาสตร์ คิดเลขเก่งมาก เราก็หาโจทย์ปัญหามาให้ทำบ่อยๆ ตั้งโจทย์เอง เพราะเราจะใช้คำศัพท์ที่น้องน่าจะรู้ ไม่อยากเกินไป และสามารถเรียนโครงสร้างประโยคไปพร้อมๆ กันได้ และเล่นขายของ เราก็หารูปตามใบปลิว โบรชัวร์ วาดเองมั่ง เอามาทำการ์ด ตั้งราคาง่ายๆ ใช้ประโยคซื้อขายง่ายๆ ถามหาของ น้องก็สนุกชอบรวมราคา เป็นการใช้ประโยคในชีวิตประจำวัน มาประยุกต์เข้ากับบทเรียน สิ่งที่น้องชอบ และเราเองก็ต้องไว ถ้าน้องพูดผิด เราจะจดไว้ด้วย เพราะบางทีมันแก้ทันทีไม่ได้ ถ้าเราแก้ปั๊บ น้องจะหยุดพูดทันที 
เราต้องหาบทสนทนาที่เราจะสามารถใส่ประโยคที่ถูกลงไปได้ ให้น้องรู้เองว่าพูดผิด เท่าที่สังเกต ไม่เกินสองสามครั้ง น้องจะเริ่มรู้ว่าต้องพูดยังไง และทุกครั้งที่น้องใช้ถูก เราจะรู้สึกดีใจมาก สิ่งที่เราทำมาไม่สูญเปล่า 
 
แต่การที่จะให้เด็กคนหนึ่งพูดภาษาเยอรมันได้ในเวลาไม่นาน มันเป็นไปได้ยาก สิ่งที่เราคาดหวังคือ แค่ให้น้องกล้าพูดมากขึ้น และใช้ภาษาได้ดีขึ้นจากวันแรก พอจบเทอม ประเมินผล เราถือว่าเราประสบความสำเร็จ จากงานนี้นะ น้องกล้าพูดมากขึ้น ภาษาดีขึ้น ไม่ได้ดีมาก แต่ดีขึ้น ดีกว่าที่เราคาดหวังไว้ เราคิดว่าเราแค่มีส่วนทำให้น้องกล้าพูดมากขึ้น น้องน่าจะมีคลังคำศัพท์อยู่เยอะพอตัว แต่น้องแค่ใช้ไม่ถูก เอามาใช้ไม่เป็น เราแค่เป็นส่วนเสริมเล็กๆ และที่เราดีใจที่สุดคือ ครูน้องบอกว่า น้องเป็นเด็กเรียนดีมาก ตอนแรกๆ ครูไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าน้องเป็นเด็กเรียนอ่อนนะคะ ครูรู้อยู่แล้วว่าน้องเรียนอ่อน เพราะไม่เข้าใจภาษาเยอรมัน แต่ครูไม่คิดว่าน้องจะเก่ง และหัวเร็วมาก พอน้องเริ่มได้ภาษา กล้าถาม กล้าพูดมากขึ้น ครูบอกว่าน้องแซงเพื่อนหลายคนขึ้นมาเลย ถ้าได้รับการขัดเกลา การสนับสนุนดีๆ ให้ไปถูกทาง อนาคตก็น่าจะเป็นเรี่ยวแรงคนทำงาน ให้เยอรมนีต่อไปได้ และถ้าน้องได้งานดีๆ เสียภาษีถูกต้อง ก็จะสามารถเป็นตัวอย่างให้คนอพยพรุ่นต่อๆ ไปได้อีก ถ้ามีเด็กหลายๆ คนเป็นอย่างนี้ คนก็จะมองคนอพยพดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่เหมารวมไปทั้งหมด 
 
อนาคตจะเป็นยังไง ก้คงไม่มีใครบอกได้ แต่อย่างน้อยที่สุด วันนี้เราก็ได้เด็กที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน เราทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เราอาจจะเปลี่ยนโลกทั้งโลกไม่ได้หรอก แต่เราเริ่มทำสิ่งดีๆ ได้นะ