คิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม เพราะรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่แน่ใจว่าต้องระวังคำพูดตัวเองขนาดไหน แต่ก็อยากเขียน เลยตัดสินใจเขียน อีกอย่างการแสดงความเห็นในที่สาธารณะ ก็เป็นสิทธิ์ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในเยอรมนี ตราบใดที่เราไม่ได้ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น เราคิดว่าเรามีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดของตนเองนะ อ้างอิงจาก Die Allgemeine Erklärung der Menschenrechte

Artikel 19 Jeder hat das Recht auf Meinungsfreiheit und freie Meinungsäußerung; dieses Recht schließt die Freiheit ein, Meinungen ungehindert anzuhängen sowie über Medien jeder Art und ohne Rücksicht auf Grenzen Informationen und Gedankengut zu suchen, zu empfangen und zu verbreiten. – สรุปง่ายๆ คือ คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิด และแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมาในทุกๆ เรื่อง

สิ่งที่เราจะพูดถึงต่อไปนี้ ขอออกตัวไว้เลยว่าเป็นความคิด มุมมอง และประสบการณ์ของเราเอง ถ้าใครอ่านแล้วไม่ชอบ หรือข้อความนี้ไปกระทบใคร (โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ) ต้องขออภัยไว้ก่อนเลยนะคะ 
เราเคารพในทุกความเห็นนะคะ ทั้งเห็นต่าง และเห็นพ้องต้องกัน ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันในการแสดงความคิดเห็น

ถ้าใครได้ดูข่าว หรือได้อ่านข่าวบ้างในช่วงปลายปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ ก็คงทราบว่าจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองของบางประเทศทำให้มีคนอพยพทะลักเข้ามาในเยอรมนีเป็นจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งผู้ได้รับความเดือดร้อนจริง สมควรได้รับความช่วยเหลือ และผู้ที่ผสมโรงแอบอ้างฉวยโอกาสเข้ามา เมื่อคนเหล่านี้เข้ามาในเยอรมนีแล้วก็มีทั้งคนที่ทำตามกฎกติกา และมีทั้งคนแหกกฎ สร้างความเดือดร้อนวุ่นวาย ทำให้หลายๆ ที่ในเยอรมนีตอนนี้ไม่น่าอยู่เหมือนเดิม อันตรายรอบด้าน ผู้คนหลายเมืองอยู่ด้วยความหวาดกลัว คนเยอรมันจำนวนหนึ่งก็ได้ออกมาต่อต้านผู้อพยพ โจมตีรัฐบาล ยิ่งช่วงนี้ใกล้เลือกตั้งใหม่แล้วด้วย เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเลยทีเดียว 

ที่เรายากจะเขียนถึงคือการต่อต้านผู้อพยพ การที่มีคนมาก่อความเดือดร้อนวุ่นวาย ทำร้ายคนคนบริสุทธิ์ ไม่มีใครชอบหรอกค่ะ เราเองก็ไม่ชอบ เราเองก็อาศัยอยู่ในเยอรมนี ถือสัญชาติเยอรมันแล้วด้วย แต่เราไม่ต่อต้านผู้อพยพนะคะ เรามองเป็นคนๆ คนไม่ดีเราก็อยากให้เค้าได้รับโทษ คนดีๆ ก็สมควรที่จะได้รับสิ่งดีๆ อีกอย่างเรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะออกมาต่อต้านคนพวกนี้ เราเองก็มี  Migrationshintergrund เป็นต่างชาติเหมือนกัน ถึงเราจะทำอะไรถูกต้องตามสิทธิและหน้าที่มาตลอด แต่เราก็ยังอาศัยสวัสดิการของรัฐอยู่เหมือนกัน เราแต่งงานกับสามีที่เป็นคนเยอรมัน ทำเรื่องถูกต้อง (เราเจอสามีตอนมาเป็นออแพร์ แต่เราก็กลับตามกำหนด ทำวีซ่ามาแต่งงานใหม่แบบถูกต้อง ไม่ได้เปลี่ยนวีซ่าที่นี่ เพราะรู้ว่ามันไม่ถูก) เรียนภาษาเบื้องต้นที่รัฐบาลจ่ายให้ส่วนหนึ่ง สามีก็มีสิทธิ์ลดหย่อนภาษี เสียภาษีน้อยลงกว่าตอนยังไม่แต่งงาน ตอนนี้เราเรียนมหาวิทยาลัย ไม่มีค่าเทอม เสียแต่ค่าบำรุงจำนวนหนึ่ง ซื้อตั๋วรถสำหรับนักศึกษาราคาถูก ที่เที่ยวบางที่ก็จ่ายค่าเข้าราคานักศึกษา และสวัสดิการอื่นๆ อีกมาก ทั้งหมดนี้ก็มาจากการที่คนเยอรมันทำงานเสียภาษีตามกฎหมาย มาจากสวัสดิการของรัฐ เรารู้สึกว่า ตราบใดที่เรายังไม่ได้ทำงานเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถึงแม้เราจะมีสัญชาติเยอรมันแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะว่าคนต่างชาติคนอื่น ที่ใช้สวัสดิการของคนเยอรมันเหมือนกัน หรือด่ารัฐบาลว่าเอาเงินภาษีประชาชนมาผลาญให้คนอพยพ สามีเราที่เสียภาษี ทำตามหน้าที่ตลอด ไม่เคยพึ่งเงินหลวง ยังไม่โวยวาย เราเองก็ไม่ควรจะโวยวายหรือเปล่า (ย้ำอีกครั้งนะคะ นี่คือความคิดของเรา)

สิ่งที่เราคิดคือ รัฐบาลน่าจะมีวิธีการจัดการที่เด็ดขาด และรัดกุมมากกว่านี้ สาเหตุจริงๆ มันก็มาจากรัฐบาลที่ปล่อยให้คนอพยพเข้ามาโดยไม่ไม่มีการตรวจอะไร ไม่มีการเข้มงวดกวดขันพอคนเข้ามาสร้างความเดือดร้อน คนก็ด่ารวม คนอพยพดีๆ ก็เสียไปด้วย แต่คนที่สมควรด่าที่สุดคือรัฐบาลหรือเปล่า ถ้าเข้มงวดตั้งแต่ทีแรก เรื่องมันก็คงไม่บานปลายจนถึงทุกวันนี้ จริงๆ รัฐบาลชุดนี้โดยภาพรวมแล้วทำงานโอเคนะคะ คนจำนวนมากชอบรัฐบาลชุดนี้ (ถึงชนะการเลือกตั้งมาสองสมัย) แต่จากเหตุการณ์ผู้อพยพลี้ภัย คงทำให้คะแนนประชานิยมหล่นลงเยอะเหมือนกัน คงต้องรอดูเลือกตั้งคราวนี้ ว่าประชาชน(ส่วนใหญ่) ยังจะให้โอกาสอีกหรือเปล่า

อยากจะเขียนประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาสาสมัครสอนภาษาให้เด็กอพยพ และทำให้มีโอกาสได้รับรู้เรื่องต่างๆ หลายเรื่อง ที่คนหลายคนยังไม่รู้ หรือเข้าใจผิดอยู่  แต่เรื่องมันยาวมาก และมันไม่ใช่เรื่องของความเห็นแล้ว แต่เป็นประสบการณ์จริง ขอยกยอดไปเขียนในหน้าใหม่ ในหมวดอื่นแล้วกันนะคะ