เราเพิ่งจะมาเริ่มตรวจเช็คฟันอย่างสม่ำเสมอตอนที่มาอยู่เยอรมนีนี่เอง ตอนอยู่เมืองไทยก็ไปเฉพาะเวลาฟันมีปัญหา หรือเวลาคิดอยากขูดหินปูน แต่พอมาอยู่เยอรมนีเราตรวจเช็คฟันปีละครั้ง ขูดหินปูนปีละสองครั้ง หมอฟันที่เราไปหาใจดี มือเบา ผิดไปจากที่เราคาดไว้เยอะ จริงๆ สามีก็บอกก่อนแล้วว่า หมอคนนี้ดี เป็นหมอฟันประจำตัวสามีตั้งแต่สมัยวันรุ่นละ แต่เราก็แอบกลัว เพราะได้ยินประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดี ในการไปหาหมอฟันในเยอรมนีจากคนรู้จักมาพอสมควร แล้วก็แอบคิดว่าสามีอาจจะทนความเจ็บปวดได้ดีกว่าเรา เลยคิดว่าหมอมือเบา แต่พอได้เจอหมอจริงๆ แล้ว หมอใจดี ใจเย็น และมือเบามาก ปีแรกเรายังพูดภาษาเยอรมันไม่ค่อยคล่อง แต่ต้องรักษารากฟัน ซึ่งต้องไปหาหมอหลายครั้ง ปกติสามีจะไปด้วยเพราะเรากลัวหมอ แต่มีครั้งหนึ่งที่สามีติดงาน เราต้องไปคนเดียว หมอค่อยๆ อธิบายทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษให้เราฟังอย่างใจเย็น เราไม่เข้าใจก็อธิบายใหม่ ไม่มีท่าทีรำคาญเลย หลังจากนั้นถ้ามีปัญหา เราก็ไปหาหมอคนเดียวตลอด ไม่กลัวหมอแล้ว 

พี่สาวสามีเคยเล่าให้ฟังว่าหมอที่เค้าไปหา ถ้าไม่ถามเรื่องขูดหินปูน หมอก็จะไม่ทำให้ ทั้งๆ ที่ประกันจ่ายค่าขูดหินปูนให้หนึ่งครั้งต่อปี ซึ่งหมอเราจะขูดหินปูนให้พร้อมกับการตรวจเช็คฟันประจำปีไปเลย ไม่ต้องเตือนหมอ แถมหมอจะส่งจดหมายเตือนให้ไปตรวจฟันทุกปีด้วย หมอฟันที่พี่สาวแฟนไปหา ให้ผู้ช่วยหมอเป็นคนขูดหินปูน แล้วหมอค่อยมาดูทีหลัง ซึ่งเธอเล่าว่าผู้ช่วยหมอมือหนักมาก คือมันก็เจ็บแบบทนได้แหละ แต่ใครจะอยากเจ็บ ส่วนหมอเราขูดหินปูนเองมือเบาพอสมควร พี่สาวสามีพอย้ายที่อยู่ มาอยู่ใกล้ๆ กับเราแล้วก็เปลี่ยนมาหาหมอฟันคนที่บ้านเราไปหาทันที ไปหาครั้งแรกก็พูดเปรียบเที่ยบกับหมอฟันเก่าไม่หยุด เธอชอบหมอฟันคนใหม่มาก เราก็ถามนะ ว่าจริงๆ ก็ควรจะเปลี่ยนตั้งนานแล้ว ทำไมไม่เปลี่ยน เธอบอกว่าเมืองที่เธออยู่แต่ก่อนมีหมอฟันคนเดียว จะเลือกไปเมืองอื่นใกล้ๆ ก็ได้ แต่เธอเลือกเอาความสะดวก คือเลือกหมอใกล้บ้าน เจอหมอฟันแค่ปีละครั้งเอง ก็ทนๆ เอา เราก็เข้าใจนะ เพราะเราก็เคยเป็นแบบนี้ คือเอาสะดวกไว้ก่อน ถ้ามีตัวเลือกอื่นก็ค่อยว่ากันอีกที   นอกเรื่องไปซะเยอะ กลับมาว่าด้วยเรื่องของหมอฟันกันดีกว่า 
นอกเหนือไปจากการตรวจเช็ค และขูดหินปูนปกติแล้ว เราก็มีประสบการณ์อื่นที่เกี่ยวกับการรักษาฟันด้วย มีรักษารากฟัน อุดฟันสองซี่ แล้วก็ผ่าฟันคุดหนึ่งซี่ สองอย่างแรกทำกับหมอฟันประจำตัว แต่ผ่าฟันคุดโดนส่งไปอีกที แล้วเป็นเคสที่ยากด้วย (หมอบอก) ต้องเอกซเรย์เหงือกก่อนอีก เอกซเรย์ตอนแรกก็มองไม่ชัด หมอก็ส่งไปอีกที่หนึ่ง แล้วต้องนอนเข้าเครื่องแสกนเพื่อดูเส้นประสาทอะไรสักอย่างนี่แหละ เราเองก็ไม่รู้อะไร หมอให้ทำอะไรก็ทำ เสร็จแล้วก็เอาผลมาให้หมอที่คลีนิกผ่าฟันคุดอีกที การผ่านี่เราไม่รู้สึกเจ็บ เพราะโดนยาสลบ เนื่องจากหมอบอกว่าเคสเรา น่าจะต้องใช้เวลานาน มันมีเรื่องของเส้นประสาทเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ยาชาไม่น่าจะเอาอยู่ มารู้สึกปวดหลังจากนั้นสี่ห้าชั่วโมงทีหลัง ปวดจนไข้ขึ้น ซึ่งถามว่าต่างจากไทยไหม ตอบเลยว่าไม่รู้ นี่เป็นฟันคุดซี่แรกที่ผ่า หมอก็ดีนะคะ พูดจาดี หมอก็เตือนไว้แล้วล่ะ ว่าจะปวด แต่เราไม่คิดว่าจะปวดขนาดนี้ นี่ขนาดผ่านมาสองสามปีละนะ เรายังไม่เคยลืมความรู้สึกนั้นเลย ปวดจนไม่รู้จะบรรยายยังไง นี่แค่พูดถึงยังขนหัวลุกเลย  ส่วนการอุดฟัน รักษารากฟัน ก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย มีจี๊ดๆ บ้างเวลาเครื่องมือโดนเหงือก แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่รับได้ หมอมือเบาด้วย แล้วระหว่างทำก็คอยถามว่าเจ็บไหม ทนได้ไหม ทนไม่ได้ยกมือนะ พักก่อนได้ เป็นอะไรที่ประทับใจมาก

เรื่องค่าใช้จ่ายนั้น ถ้าต้องจ่ายเองก็คงเยอะอยู่ แต่เยอะขนาดไหนนั้นเราก็ไม่มั่นใจนะคะ แต่เคยอ่านที่มีคนเขียนไว้ว่า ถ้าจะต้องจ่ายค่าทำฟันเองในเยอรมนี ยอมจ่ายค่าเครื่องบินกลับมาทำฟันอยู่เมืองไทยยังจะถูกกว่าอีก ฟังแล้วอาจจะดูเวอร์ไปไหม เราไม่รู้นะคะ แต่ก็คงราคาสูงพอสมควร เพราะไม่งั้นก็คงจะไม่มีคนพูด แต่เราเองไม่ได้จ่ายเพิ่มเยอะขนาดนั้น เลยยืนยันอะไรไม่ได้ คือจริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่จำเป็นประกันก็จ่ายให้หมด แต่ที่เราจ่ายเพิ่ม เพราะเราอยากได้มากกว่าที่ประกันจ่าย ตอนผ่าฟันคุดนี่เราไม่ได้เสียอะไรเพิ่มเลย ตอนอุดฟันเราจ่ายเพิ่มซี่ละ 40 ยูโร เพราะจะเอาวัสดุสีเหมือนฟัน (ที่ประกันจ่ายให้มันเลือกไม่ได้) แล้วก็ค่าขูดหินปูนครั้งหนึ่งต่อปี 20 ยูโร ประกันจ่ายให้ปีละครั้ง แต่เราอยากขูดปีละสองครั้งก็จ่ายเองครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นราคาที่เรารับได้ ก็จ่ายไปแบบไม่คิดอะไรมาก เต็มใจที่จะจ่ายด้วย แฮปปี้กับหมอมาก เลยไม่ได้รู้สึกว่าแพง 

แต่สิ่งที่เป็นกังวลอยู่ตอนนี้คือ ไม่รู้ว่าหมอจะทำงานไปอีกนานแค่ไหน เราไม่อยากจะเปลี่ยนหมอ แต่ดูๆ แล้วหมออาจจะเกษียณอายุในเวลาไม่ช้านี้ ก็ได้แต่หวังว่าหมอจะหาหมอดีๆ มาทำงานที่คลีนิกของหมอต่อไป