ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ เราเคยป่วยหนักถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่ออยู่แค่สามครั้ง ซึ่งสองในสามครั้งนี้ ถึงขั้นต้องนอนในโรงพยาบาล ครั้งแรกคือที่เมืองไทยตั้งแต่ตอนเด็กๆ เป็นไข้เลือดออก ซึ่งครั้งที่สอง ก็ที่เยอรมนีนี่แหละ เป็นการเข้าโรงพยาบาลในเยอรมนีครั้งแรก แล้วก็ต้องนอนโรงพยาบาลด้วย ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรมาเลย เป็นการผ่าตัดด่วน และเป็นการผ่าตัดครั้งแรกในชีวิตเราด้วย ลำดับเหตุการณ์เป็นดังนี้

เช้าวันเสาร์วันหนึ่ง เรารู้สึกปวดตรงในคอด้านหน้า พอเอามือจับดูก็จะรู้สึกเหมือนบวมๆ ตอนแรกกะจะไปหาหมอวันจันทร์ เพราะเราไม่อยากขับรถไปต่างเมือง แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอะไรมาก (ในเยอรมนี ถ้านอกเวลาคลีนิกเปิด หรือเสาร์อาทิตย์ ต้องไปหา Notarzt หรือหมอฉุกเฉิน ซึ่งไม่ได้มีทุกเมือง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เราก็ไม่อยากไป) แต่พอตอนบ่ายๆ รู้สึกว่ามันปวดขึ้นเรื่อยๆ เลยบอกสามีพาไปหา Notarzt พอไปถึง หมอตรวจดูแล้วบอกว่า น่าจะต้องได้ผ่า แล้วหมอก็ทำใบส่งตัวไปโรงพยาบาลให้ ก็ไปโรงพยาบาลตอนนั้นเลย
 
รอคิวไม่นานก็ได้ตรวจ หมอก็บอกว่าต้องผ่า เราเป็นหนองในคอ แล้วมันเริ่มอักเสบต้องผ่าออกอย่างเดียว เพราะมันใหญ่เกินกว่าแค่จะเจาะหนองออก แต่ไม่ได้ด่วนมาก ให้มาใหม่ในวันพรุ่งนี้ แล้วก็งดอาหารมาด้วยอย่างน้อยหกชั่วโมง หมอให้จิบน้ำได้ถ้าปากแห้ง คอแห้งจริงๆ แต่อย่าบ่อยมากนัก คือถ้าวันนั้นเรายังไม่ได้กินอะไรเลย ก็จะได้ผ่าทันทีแหละ แต่เพราะเพิ่งกินกลางวันมาเลยต้องกลับมาบ้านก่อน หมอฉีดยาให้ด้วย
วันอาทิตย์เรากลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อทำการผ่าตัด แต่ก็ยังไม่ได้ผ่าทันที หมอให้ไปพักที่ห้องคนไข้ก่อน ในห้องนั้นเป็นห้องสามเตียง มีคุณยายสองคนเป็นเพื่อนร่วมห้อง แต่ไม่ได้คุยกันเท่าไหร่ คุณยายท่านหนึ่งพูดไม่ได้ เพราะมีเครื่องช่วยหายใจครอบปากอยู่ อีกท่านเวลาส่วนใหญ่คือนอน ซึ่งเราก็คิดว่าดีเหมือนกัน เพราะเราก็ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคุยกับใคร อยู่บนเตียงสักพัก พยาบาลก็เอาชุดมาให้เปลี่ยน เป็นชุดเขียวๆ ผ่าหลังแบบที่เคยเห็นในหนังทั่วไป แล้วบอกว่าต้องถอดเสื้อชั้นในออกด้วย ให้ใส่แต่กางเกงใน แล้วก็มีถุงเท้ายาวที่ใส่เพื่อป้องกันเลือดคลั่งที่ขา เนื่องจากเราจะต้องนอนนิ่งๆ บนเตียงอีกหลายชั่วโมง แล้วก็มีแบบฟอร์มให้กรอกข้อมูลทั่วไป มีเซนต์รับความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการผ่าตัด หลังจากนั้นอีกไม่นาน ก็มีพยาบาลมาเข็นเตียงเราไปห้องผ่าตัด พอไปถึงก็ต้องเปลี่ยนเตียงใหม่ แต่เราไม่ต้องลงจากเตียงนะคะ เราแค่ขยับตัวไปที่เตียงใหม่ ในห้องผ่าตัดก็เหมือนในหนังเลยค่ะ มีเครื่องมือข้างเตียง ไฟสว่างๆ พอหมอแนนำตัวเสร็จ ก็เอายาสลบมาครอบปากเรา แล้วเราก็วูบไป ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่รู้ถึงสามวินาทีหรือเปล่าที่เราโดนพ่นยาสลบแล้ววูบไป
 
เวลาผ่านไปกี่ชั่วโมงไม่รู้ เรารู้สึกตัวอีกทีอยู่ในห้องพักคนไข้หลังการผ่าตัด ตื่นขึ้นมาครั้งแรกเรามึนมาก งงด้วย ลืมตามองนั่นมองนี่สักพัก พยาบาลในห้องนั้นก็เห็นเรา เค้าก็เข้ามาดูว่าเราโอเคไหม แล้วก็โทรไปอีกแผนกหนึ่ง ให้คนมาเข็นเรากลับห้องพัก แล้วก็มีน้ำหวานมาให้จิบ แต่เราไม่ชอบ เลยถามว่าเรากินโค้กได้ไหม เค้าก็บอกว่าได้ เราเลยให้สามีไปซื้อมาให้ วันนั้นทั้งวัน ได้กินแค่น้ำหวานกับโค้กขวดเล็ก เราไม่หิว และก็ไม่อยากกินอะไร อยากนอนอย่างเดียว ก่อนนอนพยาบาลก็มาฉีดยาแก้ปวด กับยากันเลือดคลั่งให้อีก เราก็หลับไป หลับยาวด้วย ไม่ตื่นกลางดึกเลย
เช้าวันจันทร์ตื่นมา ปวดแผลที่ผ่ามาก ขยับแขนลำบากพอสมควร แต่ก็พอทำธุระส่วนตัว ล้างหน้าแปรงฟันได้ เสร็จแล้วเราก็มาอ่านหนังสือเล่นบนเตียง สักพักก็มีคนเอาอาหารเช้า กับยามาให้ อาหารเช้านั้นเราแทบจะไม่แตะเลย ไม่รู้สึกอยากกินเลย แต่ต้องกินยา เลยกินขนมปังทาแยมไปครึ่งแผ่น อยากร้องไห้มาก แต่อายคนเลยไม่ได้ร้อง 5555

 

อาหารเช้าของโรงพยาบาลในวันนั้น TT

อาหารเช้าของโรงพยาบาลในวันนั้น TT

 

กินอาหารเช้าเสร็จสักพัก ก็มีแพทย์มาตรวจ แล้วก็พาไปทำแผลที่อีกห้องหนึ่ง แล้วให้เรากลับบ้านได้ แต่เราต้องมาทำแผลที่โรงพยาบาลทุกวันเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ เนื่องจากแผลผ่าตัดนั้น ไม่ได้เย็บ หมออธิบายว่าหมอต้องตัดเนื้อบางส่วนทิ้งไปด้วย เพราะที่เราเป็นมันลามเป็นวงกว้าง ไม่ได้กรีดเป็นเส้นแล้วตัดหนองออก แต่ต้องคว้านออกเลยแผลสดนี้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เลยต้องมาทำที่โรงพยาบาล หลังจากหนึ่งอาทิตย์ที่โรงพยาบาล ก็ต้องไปล้างแผลต่ออีกหนึ่งอาทิตย์กับหมอประจำบ้าน หลังจากนั้นหมอถึงให้เราล้างแผลเองได้ เราต้องปิดแผลอยู่เป็นเดือนๆ กว่าเลือดจะแห้ง ใช้ชีวิตลำบากมาก ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นกับเราอีก การที่เราได้เข้าโรงพยาบาลในครั้งนี้ มันเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ยากจะลืมจริงๆ ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่ง อยู่ๆ เราก็ต้องได้รับการผ่าตัด แล้วต้องนอนโรงพยาบาลในต่างประเทศ ชีวิตคนเรานี่ไม่แน่ไม่นอนจริงๆ